วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

แพงไปไหม ? การล้างรถ ขัดเลือบสี แต่ละครั้ง

ปัจจุบันสถานบริการ ล้างรถในบ้านเรามีจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าตามปั๊มนำมัน ในห้าง หรือตามท้องถนน คุณทำงานได้วันเท่าไหร่? ผมไม่รู้แต่การประหยัด มันไม่เสียหาย สำหรับผู้ที่อาจจะยังไม่รู้ หรือรู้ ผมอยากจะบอกว่าถ้าคุณเป็นคนรักรถ และอยากที่จะประหยัด ผมแนะนำให้คุณ ซื้อน้ำยาเคลือบสี ,ล้างรถ,เคลือบยาง,เคลือบเบาะ,ผ้าชามัวร์,ผ้าเช็ดรถ ส่วนยี่ห้ออะไรนั้นแล้วแต่ว่าคุณรักมันแค่ไหน?  เดี๋ยวนี้มีให้เลือกเยอะ am_ay ก็ใช้ได้ไม่แพงมาก  ถ้าคุณไม่ค่อยมีเวลาล้างตามปั๊มก็ไม่แพง ล้าง 80-150 คุณมีน้ำยาต่างๆแล้วก็อาจจะคิดแต่ค่าแรง 50-100 ก็ว่าไปแต่ไม่ค่อยสะอาดนักล้างไปวันๆ ล้างในห้างก็ 200 อย่างต่ำ เคลือบเงา ขัดสี ด้วยน้ำยาอนาคตจนแน่ ก็ต้องมี 500-1500 หรือแพงกว่านั้น บ้างที่ทำทุกอย่างอาบน้ำปะแป้งอย่างดี 2500-3500  แต่สะอาดนะอย่าดูถูก แต่เราเป็นผู้บริโภคคุณว่ามันเกินไปไหม โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ลูกขอซื้อของเล่น ด่าลูกเสียๆหาย ทีตัวเองเอาเงินของลูกไปให้คนอื่น ตื่นเถอะครับ เปลี่ยนใหม่ บางคนบอก ="ถูกแต่ดีมีที่ไหน" มีแน่นอนแต่ต้องมองให้เห็น  ล้างทีเสียเป็นพัน ซื้อน้ำยาได้หมดทั้งชุดใช้ได้อีกนานครับ ค่อยๆซื้อก็ได้ไม่ว่ากัน ถ้ามีเวลาซักวันล้างเองยิ่งดี มีครอบครัวล้างด้วยกันยิ่งดี เลย น่ารักจะตาย ไม่ใช่ล้างรถมา 500 พอขับกลับมาบ้านเหลือร้อยเดียว  อารมณ์เสีย น้ำมันก็แพง ต่อให้รถประหยัดแค่ไหนอย่างมากก็ "เจ๊ากับเจ้ง" จริงๆนะ ถ้าคุณจะขัดสีรถแนะนำไปอู่พ่นสี ถูกกว่าในห้างเยอะ 800-1200 ก็ไม่แพง (ทั้งคันนะ) สำหรับคุณๆที่ต้องการจะประหยัดและอยากลองเองก็ไม่ว่า จะด่าก็เชิญ ขอบคุณสำหรับโอกาส และพี่ๆ วันทูคาร์  (ประหยัดได้เยอะลองดูครับ  ) ana N� f " e � � `T� ascii-font-family:"Times New Roman";mso-hansi-font-family: Tahoma;color:black'>ขวา มีลวดลายที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้เป็นเพราะว่าการออกแบบดังกล่าว ต้องการให้สามารถทำหน้าที่ทั้งการเพิ่มแรงเสียดทาน ทำให้ประสิทธิภาพในการเกาะถนนในพื้นที่ปกติได้ผลดี และเมื่อต้องลุยน้ำก็จะสามารถรีดน้ำได้ดีเช่นกัน ยางประเภทนี้จึงเหมาะกับรถที่มีใช้งานในเส้นทางที่มีโค้งมากๆ และผู้ขับขี่ใช้ความเร็วสูง เนื่องจากตัวยางมีพื้นที่สัมผัสถนนมาก แอซซิมเมทริค แพทเทิร์น เป็นยางที่ได้รับความนิยมกับรถประเภทสมรรถนะสูงๆ



ไดเร็กชั่นแนล แพทเทิร์น (Directional pattern) หน้ายางจะเป็นร่องยาวขนานกันไปซ้าย-ขวา ซึ่งการที่มีรูปแบบของร่องยางขนานกัน ไม่เพียงแต่จะช่วยในส่วนของการเพิ่มกำลังขับเคลื่อนและเบรก แต่ยังถือว่ามีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการรีดน้ำ ทำให้รถสามารถทรงตัวได้เป็นอย่างดีในกรณีที่มีน้ำขัง ซึ่งยางชนิดนี้เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ขับขี่ด้วยความเร็วสูงโดยเฉพาะ

แต่สำหรับผู้ขับขี่บางท่านที่เห็นว่าการเปลี่ยนยางรถยนต์ให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละฤดูนั้นอาจดูเป็นเรื่องที่ฟุ่มเฟือย

เนื่องจากประเทศไทยมีถึง 3 ฤดู การหันมาใช้ยางรถยนต์ที่เหมาะกับสภาพถนนในทุกฤดู (All-season Tyres) ก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะมีการออกแบบมาให้สามารถใช้งานตลอดทั้งปี แต่ว่าในแต่ละความสามารถก็อาจจะสู้ยางที่ออกแบบมาโดยเฉพาะไม่ได้ นอกจากนั้นข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือการมีเสียงรบกวนมากกว่ายางชนิดอื่น

ซึ่งหากท่านเจ้าของรถเลือกยางได้อย่างเหมาะสม บวกกับการดูแลเอาใจใส่รถเป็นอย่างดีในทุกรายละเอียด ก็เชื่อว่าหน้าฝนปีนี้ ทุกคนจะมีความสุขกับการเดินทางไม่ว่าจะเป็นฝนพรำ หรือกระหน่ำหนักก็ตาม

มาดูแลแบตเตอรี่กันหน่อยดีมั๊ย

มาดูแลแบตเตอรี่กันหน่อยดีมั๊ย

ถ้าพูดถึงแบตเตอรี่ในรถยนต์จะเปรียบว่าเป็นหัวใจของรถเลยก็คงจะไม่ผิดนักเพราะว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานทั้งหมดของระบบ ถ้าไม่มีแบตเตอรี่เครื่องยนต์ก็ไม่สามารถทำงานได้ แต่หลายๆคนมักมองข้ามการดูแลรักษามันไปกว่าจะรู้ตัวหรือเห็นความสำคัญของแบตเตอรี่ก็ตอนที่รถมันสตาร์ทไม่ติดนั่นแหละและที่สำคัญหลายๆคนอาจจะลืมคิดไปว่าผลที่ตามมาจากการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่อาจจะส่งผลกระทบต่อระบบอื่นๆด้วยไม่ว่าจะเป็นระบบการประจุไฟเข้าแบตเตอรี่เองหรืออาจจะส่งผลกระทบไปถึงระบบประมวลผลได้ด้วยทำเป็นเล่นไป!

ชนิดของแบตเตอรี่

ขอพูดถึงคร่าวๆซักนิดนะครับคงไม่ลงลึกในรายละเอียดว่าแบตเตอรี่ที่มีขายกันในท้องตลาดที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปพอจะแยกได้เป็น ๒ ชนิดคือ

. แบตเตอรี่ที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นหรือที่เรียกกันทั่วไปว่าแบตเตอรี่แห้ง หลายๆคนยังเข้าใจว่าแบตเตอรี่แห้งคือมันแห้งจริงๆ แต่ความจริงแล้วแบตแห้งที่นำมาใช้กับรถยนต์ยังคงมีประเภทที่มีของเหลวอยู่ภายในไม่ว่าจะเป็นแบบตะกั่ว-กรดที่ใช้แคดเมี่ยมและตะกั่วในแผ่นเซลล์หรือพวกที่ใช้สารละลายอัลคาไลน์หรือที่รู้จักกันในชื่อนิเกิล-แคทเมี่ยมนั่นเอง แต่ที่นิยมและใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากคือแบบตะกั่ว-กรดเพราะมีราคาถูกกว่า

-ข้อดีคือไม่ต้องเติมน้ำกลั่น-สะดวกต่อการใช้งาน-การปล่อยทิ้งไว้ในสภาพไม่มีไฟประจุสามารถอยู่ได้ในระยะเวลาที่นานกว่าแบตธรรมดา-ปริมาณแก๊สที่เกิดขึ้นจากปฎิกริยาทางเคมีภายในมีน้อย

-ข้อที่ไม่ค่อยดีนักคือราคาแพงกว่าแบตธรรมดา-เป็นระบบปิดที่มีรูหายใจแบบทางเดินทางเดียวขนาดเล็กถ้ามีการอุดตันอาจจะเกิดปัญหาด้านแรงดันภายในหรือความร้อนโดยเฉพาะระบบประจุที่รุนแรงเนื่องจากเกิดปัญหาในระบบการประจุ-แบตเตอรี่แบบที่ปิดผนึกแบบไม่ใช้อีเล็กโตรไลท์ถ้าซิลของช่องหายใจเกิดหลุดจะเกิดการเสียหายเนื่องจากมีความชื้นเข้าไป

. แบตเตอรี่ที่ต้องเติมน้ำกลั่น โครงสร้างมันก็เหมือนกับแบตแห้งนั่นแหละเพียงแต่มันใช้อีเล็กโตรไลท์หรือกรดซังฟุริคเจือจางด้วยน้ำกลั่นบรรจุอยู่เพราะจะว่ากันตามจริงแล้วแบตเตอรี่แบบแห้งและแบบที่ต้องเติมน้ำกลั่นมันก็ต่างกันแค่วัสดุที่ใช้ทำแผ่นธาตุเท่านั้นเอง

-ข้อดีคือราคาถูก-ทนทานต่อการรับโหลดทั้งการประจุและคายประจุ

-ข้อที่ไม่ค่อยดีนักคือการรั่วหกของสารละลายจากภายในที่มีส่วนผสมของกรดสามารถทำลายสีของรถได้-ต้องคอยดูแลการประจุและการเติมน้ำกลั่นอยู่เสมอไม่ว่าจากการระเหยหรือการรั่วหก

จะเลือกใช้แบตเตอรี่อย่างไร

. รถแบบเดิมๆที่ไม่มีการเพิ่มเติมอุปกรณ์ไฟฟ้าการเลือกใช้แบตเตอรี่แบบแห้งหรือแบบที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่าโดยเฉพาะท่านที่ไม่ค่อยได้ดูแลรถบ่อยๆหรือไม่ค่อยมีความรู้เรื่องรถมากนัก

. รถที่มีการแต่งหรือเพิ่มเติมอุปกรณ์ไฟฟ้าเข้าไปภายหลังเช่นเครื่องเสียง-ไฟตัดหมอก-ขนาดไฟหน้าที่สว่างกว่าเดิม การเลือกใช้แบตธรรมดาที่เติมน้ำกลั่นจะดีกว่าเพราะการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าจำนวนมากในรถทำให้เกิดการประจุและการนำกระแสไปใช้งานนั้นจะมากและรุนแรงถ้าใช้แบตแบบแห้งจะทำให้อายุงานของแบตแห้งนั้นสั้นลงอย่างมาก

. การเลือกใช้แบตแห้งนั้นค่อนข้างจะเป็นเรื่องยุ่งยากพอสมควรเนื่องจากแต่ละยี่ห้อนั้นออกแบบแตกต่างกันไปในเรื่องซีลหรือระบบทางเดินเดียวของรูหายใจตลอดจนกระแสที่ใช้ในการชาจน์หรือประจุเข้าที่เหมาะสมกับแบตชนิดนี้คือการประจุแบบช้าจึงค่อนข้างมีปัญหาต่อการประจุเร็วและรุนแรงของรถที่ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าจำนวนมากๆ

. ค่าความจุของแบตเตอรี่ ค่าที่เขียนติดมากับแบตเตอรี่จะเห็นเป็นตัวเลขและตัวอักษรเช่น 12V 60Ah หมายถึงแบตเตอรี่มีค่าแรงดัน 12โวลท์และมีค่าการปล่อยกระแสคงที่ 60แอมแปร์-ชั่งโมง แต่โดยทั่วไปจะคิดกันที่ 20 ชั่วโมงหรือกระแสที่จ่ายคงที่ของแบตตัวนี้คือ 3 แอมแปร์ในเวลา 20 ชั่วโมง ส่วนมากแบตที่ติดรถมาจะมีค่าความจุที่ต่ำสุดที่เพียงพอต่อการใช้งานเท่านั้น ถ้ามีการเปลี่ยนแบตตัวใหม่ควรเพิ่มค่าให้มากกว่าเดิม 5-10Ah เช่นตัวเดิม 12V 60Ah ถ้าเปลี่ยนตัวใหม่ควรจะเป็น 12V 65Ah หรือ 12V 70Ah เป็นต้นเนื่องจากว่าเมื่ออายุงานรถมากขึ้นอุปกรณ์ต่างๆเช่นสายไฟจะมีความเป็นตัวนำลดลงทำให้กระแสสูญเสียไปกับความร้อนที่เกิดขึ้นการเผื่อค่าการจ่ายกระแสมากขึ้นเพื่อป้องกันความเสียหายหรือเหตุการณ์ที่อาจเกิดจากกระแสไม่เพียงพอต่อการใช้งาน

. ถ้าเป็นแบตที่ต้องเติมน้ำกลั่น ครั้งแรกที่ซื้อแบตใหม่ทางร้านจะเติมกรดและทำการประจุหรือชาจน์ไฟให้แม้จะเป็นเรื่องที่ดีแต่การกระทำดังกล่าวบ่งครั้งก็ทำให้แบตเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติบางครั้งแค่ปีเดียวก็เสื่อมสภาพแล้วเนื่องจากการเติมกรดครั้งแรกควรจะทิ้งไว้ราว ๑๒ชั่วโมงก่อนที่จะนำไปประจุหรือชาจน์ไฟเพื่อให้แผ่นธาตุทำปฎิกริยากับกรดอย่างเต็มที่ก่อน และการประจุหรือชาจน์ไฟนั้นควรใช้แบบกระแสต่ำชาจน์นานๆแต่ทางร้านส่วนใหญ่มักจะใช้กระแสสูงและชาจน์เร็วเพื่อลดเวลาและค่าใช้จ่าย ซึ่งถ้าเป็นลักษณะนี้แค่เติมกรดแล้วทิ้งไว้สองชั่วโมงจากนั้นนำมาติดตั้งในรถเพื่อใช้ไฟจากรถเป็นตัวประจุหรือชาจน์ยังจะดีเสียกว่า

. ควรเลือกซื้อแบตที่มีตาแมวหรือช่องสำหรับดูค่าความถ่วงจำเพาะหรือสถานะของแบตเตอรี่เพราะราคาก็แพงกว่าชนิดที่ไม่มีช่องดูไม่เท่าไหร่ แต่ช่องตาแมวดังกล่าวสามารถบอกเราได้ว่าสถานะแบตเตอรี่ขณะนั้นเป็นอย่างไรเช่นไฟเต็ม-ไฟอ่อน-ต้องถอดไปประจุหรือไม่มีไฟ ถ้าเป็นแบบที่ไม่มีช่องดูเวลาเกิดปัญหาที่ต้องวิเคราะห์เกี่ยวกับระบบไฟจำต้องใช้เครื่องมือวัดค่าความถ่วงจำเพาะมาตรวจสอบซึ่งปัจจุบันไม่ค่อยมีร้านซ่อมซื้อมาใช้แต่อาจจะเหมาลอยๆได้เลยว่าแบตเสียต้องเปลี่ยนแบต แต่ถ้ามีตาแมวให้ดูเราสามารถแย้งได้เลยว่าแบตไฟเต็มจะว่าแบตเสียนั้นไม่ใช่แน่ๆ

อายุงานของแบตเตอรี่

. ตอนที่ซื้อแบตเตอรี่ต้องดูให้แน่ใจว่าทางร้านมีการตอกหรือมีการเขียนที่สติ๊กเกอร์หรือพวกอุกรณ์สำเร็จรูปต่างๆที่บ่งบอกถึงวันที่ติดตั้งหรือเติมกรดครั้งแรกเพราะมันจะเป็นตัวชี้ถึงอายุงานของแบตเตอรี่ว่าสมควรต่อการเปลี่ยนหรือยัง ถ้าทางร้านไม่ได้จัดทำให้ก็ควรที่จะทำขึ้นมาเองเพื่อเป็นเครื่องเตือนไม่ว่าจะเป็นการบันทึกหรือหาสีที่ลบไม่ออกมาเขียนที่ตัวแบตเตอรี่

. โดยทั่วไปแบตเตอรี่จะมีอายุงานเฉลี่ย ๒-๓ ปีหมายความว่าถ้าเลยระยะ ๒ปีไปแล้วมันก็พร้อมที่จะเสียทุกเมื่อแต่ถ้าสามารถใช้งานได้ถึง ๓ปีหรือมากกว่านั้นก็ถือว่าเป็นกำไรแล้วอย่าเสียดายที่จะเปลี่ยนมันแม้ว่าจะดูแลดีขนาดไหนก็ไม่ควรจะให้เกิน ๔ปีสำหรับรถที่วิ่งทางไกลเป็นประจำ ส่วนรถที่วิ่งระยะสั้นช่วงปีที่ ๒๓นั้นสมควรแก่เวลาที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่กันแล้วครับ

การดูแลรักษาแบตเตอรี่

ไม่ว่าแบตเตอรี่ที่ใช้จะเป็นแบบแห้งหรือแบบที่ต้องเติมน้ำกลั่นก็ควรมีการตรวจเช็คซักเดือนละครั้งเป็นอย่างน้อยหรือตอนที่เปิดเติมน้ำฉีดกระจกหรือทุกครั้งที่เปิดฝากระโปรงก็ควรตรวจเช็คมันด้วยเพราะมันก็ไม่ได้ใช้เวลามากมายอะไรในการตรวจเช็ค แล้วจะเช็คอะไรบ้างซึ่งก็คงคร่าวๆเฉพาะสภาพภายนอกที่มองเห็นหรือสำผัสได้คือ


  • บวมหรือเสียรูป อันนี้ควรสังเกตุตั้งแต่แบตยังใหม่ๆอยู่เพื่อจะได้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงได้ว่าเดิมๆมันเรียบดีแต่พอใช้ไประยะนึงด้านข้างมันบวมขึ้นมาเพราะความร้อนหรือการประจุไฟเกินหรือการระบายแรงดันไม่ดี
  • แตกร้าว อันนี้ต้องคอยดูว่ามีร่องรอยการซึมออกมาของกรดหรือของเหลวที่บรรจุภายในหรือเปล่าในจุดที่ไม่ใช่รูระบายอากาศหรือช่องหายใจเช่นตามขอบ-ด้านข้าง-ฝาครอบ ซึ่งหมายถึงความเสียหายของแบตเนื่องจากการประจุแรง-ระบายแรงดันภายในไม่ทันหรือแม้แต่การรัดของตัวยึดที่แน่นเกินไป
  • ถ้าเป็นแบตชนิดที่ต้องเติมน้ำกลั่นควรเช็คและเติมน้ำกลั่นให้อยู่ในช่วงระดับต่ำสุดและสูงสุดเสมอไม่ควรทิ้งไว้จนระดับต่ำกว่าขีดต่ำสุดมากกว่า ๕มิลลิเมตรหรือครึ่งเซนติเมตรแม้ว่าระดับดังกล่าวของเหลวยังคงสูงกว่าแผ่นธาตุแต่ถ้ารถเอียงหรือทางลาดชันจะทำให้ระดับของเหลวไม่ท่วมแผ่นธาตุ แต่มีบางยี่ห้อที่ทำช่วงระยะต่ำสุด-สูงสุดเป็นช่วงสูงมากทำให้ขีดต่ำสุดนั้นแทบจะเท่ากับระดับความสูงของแผ่นธาตุเลย ดังนั้นที่ดีที่สุดก็ไม่ควรให้ระดับของเหลวต่ำกว่าขีดล่างสุด
  • ร่องรอยการรั่วหกของของเหลวที่ระบายออกจากแบตเตอรี่(ชนิดเติมน้ำกลั่น) ปฎิกริยาของกรดซัลฟุริคจะทำให้เกิดแก๊สไฮโดรเจนและซันเฟตหรือปฎิกริยาทางเคมีในการประจุและคายประจุทำให้เกิดความร้อน ทำให้เกิดการระเหยของๆเหลวและการระบายแรงดันส่วนเกินทิ้งนอกจากจะเป็นผลให้ของเหลวยุบตัวจนต้องเติมน้ำกลั่นแล้วของเหลวที่หลุดออกมานั้นยังมีส่วนผสมของกรดอยู่ถ้าระบายไม่ถูกที่แต่ไปโดนส่วนที่เป็นตัวถังจะทำให้เกิดการกัดกร่อนควรทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นในปริมาณที่มากพอเพื่อป้องกันการกัดกร่อนที่จะนำไปสู่สนิมในอนาคต ถ้าทำได้ควรติดตั้งท่อระบายจากรูหายใจของแบตเตอรี่ไปในส่วนที่ปลอดภัยไม่โดนตัวถังหรืออุปกรณ์ที่เป็นยางของรถ
  • ขยับดูขั้วแบตเตอรี่ว่าแน่นดีหรือไม่ ถ้าขยับได้ควรขันให้แน่น
  • ขยับดูตัวแบตเตอรี่ว่าแน่นดีหรือไม่ ถ้าขยับได้ก็ควรขันแต่ไม่ต้องแน่นมาเอาแค่ตึงมือเพราะการขันตัวล็อคให้แน่นมากโดยเฉพาะชนิดที่เป็นเหล็กพาดผ่านตัวแบตนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งของแบตเตอรี่บวมหรือแตกร้าวได้ โดยเฉพาะร้านที่ติดตั้งมักไม่สนใจตรงนี้แต่มักพยามขันอัดจนแน่นจึงควรดูตอนที่ช่างหรือร้านติดตั้งด้วย แต่ถ้าเป็นชนิดล็อคที่ฐานมักไม่ค่อยพอปัญหานี้เท่าไหร่
  • เช็คว่าขั้วของแบตเตอรี่สกปรกหรรือมีขี้เกลือเกาะติดหรือเปล่า กรณีที่ติดตั้งตรั้งแรกควรซื้อแผ่นรองขั้งแบตที่ชุบสารหล่อลื่นไส่ที่ขั้วแบตตั้งแต่แรก แต่ถ้าไม่มีขั้วแบตมักสกปรกก็ควรทำความสะอาดด้วยการใช้น้ำอุ่นถึงร้อนจัดค่อยๆเทราดลงไปที่ขั้งแบตแล้วใช้แปรงสีฟันเก่าขัดจนขั้วสะอาด จากนั้นเช็ดให้แห้งแล้วใช้จาระบีทาบางๆให้ทั่ว กรณีที่ไม่มีจารบีหรือกลัวว่าจะเลอะเทอะโดยเฉพาะสุภาพสตรีก็ให้ใช้วาสลีนทาบางๆให้ทั่วที่ขั้งแบตเตอรี่แทนจารบี(แถมดีกว่าด้วย)

ขับรถอยู่ดีๆรูปแบตเตอรี่ที่หน้าปัดติดขึ้นมาทำไงดี

แม้ว่ารูปแบตเตอรี่บนหน้าปัดนั้นไม่ได้หมายถึงแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงระบบการประจุหรือไดชาจน์ด้วยแถมรถบางรุ่นยังพ่วงเรื่องการทำงานของอุปการณ์ไฟฟ้าทั้งระบบเข้ามาอีก แต่เมื่อได้ก็ตามที่บิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ติดแล้วไฟรูปแบตเตอรี่ไม่ดับหรือกระพริบหรือขับรถอยู่ไฟมันติดหรือกระพริบขึ้นมาโอกาสที่สาเหตุจะเกิดกับตัวแบตเตอรี่นั้นมีมากกว่าตัวอื่น รองลงไปเป็นไดชาจน์ ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ควรนำรถเข้าตรวจเช็คที่ศูนย์บริการหรือร้านไดนาโมทั่วๆไปโดยทันทีเพราะรถของท่านอาจจะไมสามารถติดเครื่องได้เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ก่อนที่ช่างจะวิเคราะห์หรือทำการเปลี่ยนแบตให้ท่านก็ควรแน่ใจว่าแบตตัวนั้นผ่านการใช้งานมาแล้วอย่างน้อย ๑ปี หรือถ้าอายุของแบตลูกนั้นเกิน ๒ ปีไปแล้วโอกาสความน่าเชื่อถือว่าแบตเตอรี่เสื่อมหรือเสียหรือเก็บไฟไม่อยู่ค่อยน่าเชื่อถือกันหน่อย ยิ่งถ้าเราเป็นคนดูแลแบตเตอรี่ที่ดีหลังจากอายุของแบตเกิน ๒ปีไปแล้วก็ควรคอยสังเกตุไฟรูปแบตเตอรี่บนหน้าปัดอยู่เสมอด้วย

สารยืดอายุแบตเตอรี่

มีบ่อยๆที่มีการโฆษนาสารที่เติมเข้าไปในแบตเตอรี่ชนิดเติมน้ำกลั่นว่าสามารถยืดอายุงานของแบตเตอรี่ได้อีกจากเดิม๒-๓ปีสามารถยืดออกไปอีกเป็นปีหรือมากกว่านั้น ลองย้อนถามตัวเองนิดนึงก่อนที่จะจ่ายเงินว่า ถ้ามันยืดอายุงานได้ขนาดนั้นจริงแล้วสมมุติคุณเป็นเจ้าของโรงงานแบตเตอรี่แต่เพิ่มต้นทุนอีกเล็กน้อยแล้วเพิ่มราคาแบตเตอรี่ออกใบรับประกันอายุงานแบตเตอรี่ให้ด้วย คิดดูเองว่าแบตยี่ห้อนั้นจะโด่งดังแค่ไหน หรือลองถามคนขายดูซักนิดว่าสารที่ขายนั้นได้รับการรับรองจากสถาบันไหนในบ้านเราหรือเปล่า ถ้ามีการรับรองว่ายืดอายุงานได้จริงโดยสถาบันในบ้านเราที่ตรวจสอบได้ค่อยจ่ายเงินซื้อมาใช้ครับ

การคว่ำแบตเตอรี่

คงจะเคยได้ยินคำว่าคว่ำแบตของช่างที่พูดคุยกัน การคว่ำแบตหมายถึงการนำแบตที่มีอายุงานมาแล้ว๒๓ปีที่สภาพไม่ดีแล้วหรือไฟรูปแบตที่หน้าปัดโชว์แล้วมาเปิดฝาแล้วเทของเหลวออกทั้งหมด เติมกรดเข้าไปใหม่ จากนั้นก็นำไปชาจน์ไฟให้เต็มแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ ถ้าพูดตามหลักวิชาการแล้วเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่ถ้าพูดในเรื่องการปฎิบัติแล้วบางครั้งมันได้ผลและยืดอายุงานของแบตได้จริงอาจจะใช้งานต่อไปอีกได้ราว ๒ปีทีเดียว แต่มันก็ไม่ได้ผลทั้งหมดซึ่งเป็นผลมาจากตะกั่วซัลเฟตในแผ่นธาตุเกิดการแข็งตัวมากแล้ว วิธีนี้ถ้าจะทำก็เป็นการเสี่ยงราวครึ่งต่อครึ่งโดยทั่วไปก็ไม่อยากแนะนำให้ทำเพราะอาจจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ น่าจะเป็นวิธีที่ช่างใช้มากกว่าเพราะวิธีนี้มักเป็นการใช้ชั่วคราวหรือใช้กับแบตที่ท่านทิ้งไว้หรือร้านรับซื้อในราคาถูกๆนำไปทำวิธีนี้แล้วไปขายราคาถูกๆให้กับพวกแท็กชี่หรือรถโดยสารขนาดเล็กที่วิ่งในที่ชุมชนและมีเพื่อนฝูงผ่านไปมา ส่วนการใช้งานแบบเราๆท่านๆซื้อลูกใหม่ไปเลยสบายใจกว่าครับ

การพ่วงแบตเตอรี่

เมื่อรถสตาร์ทไม่ติดอาการที่บ่งบอกว่าแบตไม่มีไฟแล้วนอกจากรูปแบตที่หน้าปัดที่โชว์ก่อนหน้านั้นแล้วยังมีเสียงของมอร์เตอร์สตาร์ทที่ไม่มีแรงหรือรอบเบาลงจนไม่สามารถฉุดเครื่องให้หมุนได้หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆเบาลงเช่นไฟหน้าสว่างน้อยลง-แตรเสียงเบาลงหรือไม่ดังเลยและต้องมั่นใจว่าแบตนั้นหมดไฟหรือมีไฟน้อยจริงๆโดยดูจากตาแมวหรือตัวแสดงสถานะของแบตว่าบ่งบอกถึงสีที่จำเป็นต้องชาจน์หรือไม่มีไฟ ถ้ามาถึงตรงนี้คงหนีไม่พ้นการติดเครื่องให้ได้ก่อนที่จะนำรถไปซ่อมและสิ่งหนึ่งที่ทำได้คือการพ่วงแบตหรือการใช้ไฟจากรถอีกคันนึงมาช่วยในการสตาร์ท การพ่วงแบตเป็นการนำแบตสองตัวมาขนานกันซึ่งแรงดันยังคงเท่าเดิมแต่เป็นการแบ่งการไหลของกระแสไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆต่อรถทั้งสองคันอันนี้ขอให้เข้าใจตรงนี้นิดนึงเพราะบางท่านไม่ค่อยเต็มใจให้พ่วงแบตเนื่องจากเกรงว่ารถตัวเองจะเกิดความเสียหาย สิ่งที่สำคัญตอนนี้คือต้องมีสายพ่วงแบตเตอรี่ ราคาของสายพ่วงเส้นนึงก็ไม่กี่บาทหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านหรือห้างสรรพสินค้า การเก็บในรถก็ใช่ว่าจะยุ่งยาก จะซื้อติดรถไว้ซักเส้นเผื่อฉุกเฉินจะได้โบกรถคันอื่นขอพ่วงแบตเตอรี่ก็ไม่ได้เสียหายอะไร ส่วนการพ่วงแบตเตอรี่นั้น(ดูภาพ6 ประกอบ)มีขั้นตอนง่ายๆหลังจากที่ขอความช่วยเหลือได้แล้วนำรถมาจอดใกล้ๆกันในจุดที่สายพ่วงต่อถึงโดยรถคันที่จะนำไฟมาจ่ายยังคงติดเครื่องยนต์อยู่จากนั้นก็ทำดังนี้คือ

. เปิดฝาช่องเติมน้ำกลั่นของแบต(ที่ไม่มีไฟ)ทุกตัวแต่ถ้ามั่นใจว่ารูหายใจไม่อุดตันก็ไม่จำเป็นต้องเปิดฝาก็ได้

. ต่อขั้วบวกจากแบตรถคันที่มีไฟมาเข้าขั้วบวกของรถคันที่ไม่มีไฟ

. ต่อขั้วลบจากแบตรถคันที่มีไฟมาเข้าขั้วบวกของรถคันที่ไม่มีไฟ แต่ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้โครงรถในจุดที่สายขั้วลบต่ออยู่กับโครงรถแทนหรือใช้ระหว่างโครงรถกับโครงรถแทนการต่อขั้งลบ

. เร่งเครื่องรถคันที่มีไฟให้รอบเครื่องนิ่งๆอยู่ที่ ๑๕๐๐๒๐๐๐รอบค่าใดค่าหนึ่ง เมื่อรอบเครื่องยนต์คันที่มาช่วยเหลือนิ่งดีแล้งจึง..

. บิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่ไม่มีไฟถ้าเครื่องยนต์ติดแล้วก็ถอดสายแบบย้อนกลับคือตอนใส่เราทำแบบเรียงลำดับ a-b-c-d แต่ตอนถอดสายก็ทำย้อนกลับเป็น d-c-b-a

………..ที่พูดมาก็คงเป็นแค่เรื่องเล็กๆน้อยที่นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังเท่านั้นครับ อาจจะเป็นคำพูดง่ายๆที่พยามเขียนให้คนที่ไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลยได้พอจะรู้เรื่องขึ้นมาบ้าง ถ้าผิดเพี้ยนไปจากหลักวิชาการบ้างหรืออ่านแล้วดูจะเป็นเรื่องงี่เง่าในสายตาของบางท่านก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ แต่ยังยืนยันเจตนาการเขียนแนวง่ายๆแบบนี้ต่อไปครับ และถ้าส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อเขียนนี้เป็นการส่งผลกระทบต่อธุรกิจหรือความรู้สึกของท่านก็ขอเรียนว่าไม่ได้ต้องการให้เป็นเช่นนั้นก็ขออภัยอีกเช่นกันนะครับเพราะมันเป็นแค่………

มาตรวัดทำความรู้จักและใช้ให้เป็นประโยชน์กันหน่อย



มาตรวัดทำความรู้จักและใช้ให้เป็นประโยชน์กันหน่อย




จากหนังสือยานยนต์ ประจำเดือนมกราคม 2542 ฉบับ 392

สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับรถยนต์ทั่วไปก็คือ พวกมาตรวัดต่าง ๆ บนแผงหน้าปัทม์ซึ่งมีการออกแบบอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความสะดุดตา ทันสมัย มีความสวยงามน่าดู และความลงตัวกับอุปกรณ์อย่างอื่นบ้างก็เน้นความคับคั่งของมาตรวัดต่าง ๆ

ในความเป็นจริงนั้นนอกเหนือจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ทางบริษัทรถยนต์เค้ายังเน้นในเรื่องอื่นอีกเยอะ อย่างเช่น ความง่ายในการอ่านมาตรวัดต่าง ๆ ซึ่งควรจะอ่านค่าได้แค่เหลือบตามองเพียงแว้บเดียวเท่านั้น เพื่อมิให้ผู้ขับขี่ต้องละสายตาจากถนนมากเกินควร อีกทั้งยังต้องมีความแม่นยำในการทำงาน สามารถบอกค่าต่าง ๆ ได้ถูกต้อง มีความทนทานต่อการกระแทกกระเทือนจากเส้นทางขรุขระ มีอายุการใช้งานยืนยาว และไม่เป็นอันตรายต่อผู้ขับขี่ ยามที่รถเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย

สำหรับคนใช้รถบ้านเรายังมีอีกมากที่มองเห็นเจ้ามาตรวัดต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเพียงแค่เครื่องประดับรถอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่สู้จะได้ใช้ประโยชน์ให้สมกับที่ทางบริษัทรถยนต์ เค้าอุตส่าห์ลงทุนออกแบบและผลิตออกมา บางท่านนั้นแทบจะไม่เคยเหลือบมองมาตรวัดต่าง ๆ อีตอนขับรถซะด้วยซ้ำ ซึ่งอันที่จริงแล้วนอกจากเราควรจะมองมันบ้างอีตอนขับรถแล้ว ยังต้องทำความรู้จักกับมันให้ดี รวมทั้งยังต้องรู้จัก อ่าน มันให้ออกด้วย เพราะเจ้ามาตรวัดเหล่านี้ มันบอกอะไรต่อมิอะไรแก่เราได้มากมาย สามารถเตือนให้เราทราบได้ก่อนที่รถจะเกิดความเสียหาย และบางครั้งมันยังบอกได้อีกด้วยว่าไอ้ที่เสียหายนั้น มันเกิดขึ้นจากอะไร หรือเกิดขึ้นที่อุปกรณ์ตัวไหน...??



มาตรวัดความเร็ว และระยะทาง (Speedometer)

มาตรวัดตัวนี้มีหน้าที่บอกความเร็วของรถที่กำลังขับอยู่ ซึ่งบ้านเราจะใช้หน่วยเป็น กม./ชม. ถ้าพบว่ามาตรวัดมีหน่วยเป็น ไมล์/ชม. หรือมีทั้งสองหน่วยรวมอยู่ด้วยกัน แต่หน่วยที่เป็นไมล์ใหญ่โตกว่า แสดงให้ทราบว่ารถคันนั้นจะเป็นรถที่นำเข้ามากันเอง โดยสั่งจากต่างประเทศซึ่งไม่ใช่รถที่ออกแบบสเป็คให้มาใช้ในบ้านเรา ดังนั้นจึงต้องพึงระวังไว้ด้วย โดยเฉพาะเรื่องการระบายความร้อนของเครื่องยนต์

สมัยก่อนการวัดความเร็ว เค้าจะใช้สายสลิง (สายไมล์) พ่วยกับห้องเกียร์ แต่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นมาตรวัดแบบอิเล็คทรอนิคส์ การทำงานราบเรียบต่อเนื่อง แม่นยำ ทนทาน และไม่มีเสียงดังขณะทำงาน เหนือกว่าพวกใช้สายไมล์ โดยการใช้สัญญาณอิเล็คทรอนิคส์ อาจจะรับจากห้องเกียร์โดยตรง หรือเฟืองท้ายก็ได้

มาตรวัดความเร็วนี้บางครั้งอาจพูดไม่ค่อยตรงความจริงเท่าไหร่นัก ซึ่งมีทั้งพูดเกินความจริง และพูดน้อยกว่าความเป็นจริง เช่น ความเร็วบนมาตรวัดชี้ที่เลข 100 กม./ชม. ความเร็วจริงอาจจะเป็นแค่ 90 กม./ชม หรือปาเข้าไป 110 กม./ชม. ก็ได้ พวกมาตรวัดของรถรุ่นเก่าที่ยังใช้สายไมล์ ถ้าเป็นรถยุโรปมักจะค่อนข้างพูดกันตรง ๆ ผิดกับรถญี่ปุ่นรู้สึกขี้คุยมากไปหน่อย แต่พวกรถญี่ปุ่นที่พูดตรงก็มีเหมือนกันนะ และพอมาถึงมาตรวัดความเร็วรุ่นใหม่ที่ใช้ระบบอิเล็คทรอนิคส์  พวกรถยุโรปส่วนใหญ่ก็ยังพูดจริงทำจริงเหมือนเดิม สำหรับกลุ่มรถญี่ปุ่นชักจะพูดตรงมากขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะเลย แถมบางรายยังถ่อมตัวพูดน้อยกว่าความเป็นจริงยังมี

ตัวการสำคัญที่ทำให้มาตรวัดความเร็วเกิดอาการเพี้ยนได้มากที่สุด อยู่ที่ขนาดของยางและกระทะล้อ ถ้าเราอยากทราบว่าความเร็วที่แสดงบนมาตรวัดนั้น ถูกต้องหรือผิดเพี้ยนไปเท่าไหร่ เราสามารถตรวจสอบได้หลายวิธี อย่างแรกโดยการวิ่งผ่านหลักกิโล (ระยะทาง 1 กม.) แล้วเอาเวลาที่ได้เทียบกับนาฬิกาบางแบบ ซึ่งจะมีตัวเลขบอกออกมาได้เป็นความเร็วเลยอยู่ที่ขอบนาฬิกา หรือเอาเวลาที่วิ่งผ่านหลักกิโลนี้ (เป็นวินาที) ไปหาร 3,600 ผลลัพธ์ที่ได้คือความเร็ว แต่มันก็มีปัญหาอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะการขับต้องใช้ความเร็วคงที่ และต้องจับเวลาให้ตรงอย่าให้พลาด หรือถ้ามีรายละเอียดของอัตราทดเกียร์กับเฟืองท้าย และมีมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ใช้ เราก็สามารถหาความเร็วหรือเปรียบเทียบได้จากรอบเครื่องจากสูตรการคำนวณ

การหาค่าของเส้นรอบวงยางให้ทำเครื่องหมายจุดที่ยางสัมผัสพื้น ทั้งที่ยางและที่พื้น (ควรเป็นล้อที่ใช้ขับเคลื่อน) ต่อจากนั้นเข็นรถให้ล้อหมุนไปครบ 1 รอบ จนจุดที่ทำเครื่องหมายบนยางในตอนแรกสัมผัสพื้น แล้วทำเครื่องหมายที่พื้นอีกครั้ง วัดความยาวหรือระยะห่างบนพื้นที่ทำเครื่องหมายไว้โดยมีหน่วยเป็น เมตร แล้วนำมาแทนค่าสูตรคำนวณ ส่วนอัตราทดเกียร์เราอยากรู้ความเร็วของที่เกียร์ไหน เราก็ใช้อัตราทดของเกียร์นั้น แต่ต้องจำไว้ว่าผลที่ได้นี้จะเป็นความเร็วที่ได้เมื่อรถวิ่ง 1,000 รอบต่อนาที เท่านั้น ถ้าเราอยากรู้ว่าที่รอบเครื่องเท่าไหร่ ในเกียร์ไหนได้ความเร็วเท่าไหร่ก็เอารอบเครื่องมาคูณเทียบได้ ตามหลักบัญญัติไตรยางศ์หารอบเครื่องก็ได้  แล้วนำผลที่ได้ไปเทียบกับมาตรวัดรอบเครื่องยนต์อีกที

สมมุติว่าเราได้ค่าจากการคำนวณว่า ที่เกียร์ 5 รถวิ่ง 1,000 รอบต่อนาทีได้ความเร็ว 328 กม./ชม. หรือ ที่ 2,000 รอบต่อนาทีได้ 76 กม./ชม. และที่ 3,000 รอบต่อนาทีได้ 114 กม./ชม. ถ้าเราวิ่งด้วยเกียร์ 5 ที่ 3,000 รอบต่อนาทีได้ 114 กม./ชม. ถ้าไม่ตรงแสดงว่ามาตรวัดความเร็วผิดเพี้ยนไปแล้ว หรือเราจะใช้วิธีคำนวณย้อนกลับออกมาได้ว่ที่ความเร็ว 38 กม./ชม. ใช้รอบเครื่อง 1,000 รอบต่อนาที ถ้าความเร็ว 100 กม./ชม. จะใช้รอบเครื่องเท่าไหร่ ให้เอาความเร็ว (38 กม./ชม.) ไปหาร 100,000 ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ 2,631 รอบต่อนาที ถ้าเราขับรถด้วยเกียร์ 5 จนเข็มวัดรอบชี้ที่รอบเครื่องประมาณ 2,650 รอบต่อนาที เข็มวัดความเร็วควรจะชี้ที่เลข 100 กม./ชม. ถ้าพบว่าเข็มชี้ไม่ตรงเลข 100 ก็แสดงว่ามาตรวัดความเร็วเพี้ยนตามตัวเลขที่ชี้นั่นแหละ เช่นชี้ที่ 96 ก็เพี้ยนไป 4 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดเว่อร์ไปประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์นั่นเ อง แต่สำหรับพวกรถที่ใช้เกียร์อัตโนมัติ ต้องเสียเวลาแช่ให้รอบเครื่องนิ่งกันระยะหนึ่งก่อน ถึงจะได้ค่าที่ถูกต้อง เพราะในระบบเกียร์อัตโนมัติมันจะมีการลื่นไถล หรือการแกว่งตัวของรอบเครื่องกับความเร็ว

ในมาตรวัดความเร็วนี้ยังมีที่อยู่ของมาตรวัดระยะทาง (Tripmeter) อยู่ด้วย ซึ่งจะมีทั้งระยะทางรวม และระยะทางย่อย โดยระยะทางรวมนี้จะบอกระยะการใช้รถทั้งหมด สำหรับใช้เป็นหลักในการกำหนดระยะเวลาบำรุงรักษาและซ่อมแซมรถส่วนระยะทางเป็นช่วง ๆ เพราะสามารถเซ็ทระยะกลับเป็น 0 หรือเริ่มต้นกันใหม่ได้

เจ้ามาตรวัดระยะทางนี้มันก็เหมือนกับมาตรวัดความเร็ว คือมีการผิดเพี้ยนไปได้ ถ้าอยากรู้ว่ามันตรงกับระยะทางจริงหรือไม่ ให้ทดสอบโดยเทียบระยะกับหลักกิโลข้างทาง

มาตรวัดรอบเครื่องยนต์ (Techometer)

มาตรวัดรอบเครื่องยนต์นี้ ถื่อว่ามีความจำเป็นและสำคัญอย่างมาก ชนิดบางคนถ้าจะให้เลือกเพียงอย่างเดียวแล้ว จะขอเป็นมาตรวัดรอบเครื่อง ดังนั้นเราจึงควรใช้งานให้เป็นประโยชน์ไม่ใช่เอาไว้แค่ประดับเพิ่มความน่าดูเท่านั้น เช่นเอาไว้ดูรอบเครื่องการทำงานของเครื่องยนต์ ไม่ให้ทำงานสูงเกินไปจนเป็นอันตรายกับรอบเครื่องโดยทางบริษัทรถเค้าจะมีสัญญาณ ขีดแดง เป็นตัวเตือน ดังนั้นถ้าต้องการให้เครื่องยนต์ทนทาน ก็ไม่ควรให้เข็มวัดรอบเครื่องเข้าไปอยู่ใกล้ขีดแดงบ่อยนัก

นอกจากนี้เรายังเอาไว้ใช้ดูการทำงานของรอบเครื่องในช่วงต่าง ๆ เช่น รอบเครื่องเดินเบา ทั้งขณะเครื่องเย็น ช่วงเปิดแอร์ หรือแอร์ตัดการทำงาน ถ้าเราพบว่ารอบเครื่องแตกต่างไปจากที่เคย ก็หมายความว่าเครื่องยนต์เริ่มมีปัญหาแล้ว และเรายังสามารถดูรอบเครื่อง เพื่อกำหนดจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ เพื่อให้เหมาะสมกับการทำงานไม่ว่าจะเป็นด้านกำลังหรือความประหยัดได้ด้วย

รอบเครื่องยนต์นี้ยังสามารถใช้ในการกำหนดหรือหาความเร็วที่แท้จริง และยังเป็นตัวดูสุขภาพของคลัทช์ได้อีกด้วย ถ้าพบว่าเวลาเร่งเครื่องที่ความเร็วค่อนข้างสูงแล้ว มันเพิ่มเฉพาะรอบเครื่องแต่ความเร็วไม่ค่อยจะยอมเพิ่ม หรือไม่ได้เพิ่มเป็นสัดส่วนกับรอบเครื่อง แสดงว่าคลัทช์เริ่มหมดหรือกลัทช์เริ่มลื่นแล้ว

มาตรวัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น (Engine Coolant Temperature Gauge)

พวกมาตรวัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นของรถญี่ปุ่น หรือรถยุโรปบางรุ่น มักจะใช้สีเป็นตัวบอกเช่น สีน้ำเงินเมื่อเครื่องเย็น สีขาวสำหรับอุณหภูมิปกติ และสีแดงเมื่อเครื่องร้อนจัด พร้อมกับมีขีดแบ่งเป็นระยะ ๆ ถ้าเป็นพวกรถญี่ปุ่นเข็มวัดอุณหภูมิ มักจะไม่ค่อยผ่านเกิน ครึ่งเกจ์ จนกระทั่งเมื่อพบว่ามันผ่านครึ่งไปเมื่อไหร่ คนขับรถจะรู้สึกกระวนกระวาย และถ้ามันขึ้นไปชนขีดแดง เครื่องยนต์จะฮีทจะเครื่องน็อคดับไปเลย ผิดกับพวกรถยุโรปที่ร้อน ชนแดง แล้ว ยังไม่สาหัสถึงกับเครื่องดับ

สำหรับรถยุโรปบางรุ่นนั้นมาตรวัดอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็น จะเป็นตัวเลของศาเซลเซียสและถ้าพบว่า เข็มมันป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้เลข 100 องศาเซลเซียส ก็อย่าเพิ่งตกใจ เพราะอุณหภูมิการทำงานที่เหมาะสมของเครื่องยนต์ ที่ให้ความประหยัด ให้พลังได้เต็มที่ และมีการสึกหรอน้อยจะอยู่ที่ช่วง 90-95 องศาเซลเซียส ส่วนที่ความร้อน 85 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่านี้ถือว่าเย็นเกินไป ในอุณหภูมิประมาณนี้ยังไม่ควรใช้รอบเครื่องสูง เพราะจะทำให้เครื่องยนต์สึกหรอ และใช้น้ำมันเปลือง ส่วนอุณหภูมิที่เครื่องยนต์ร้อนจัดหรือน้ำเดือด จะอยู่ที่ 110 องศาเซลเซียสขึ้นไป ทั้งนี้เพราะฝาหม้อน้ำ



จะทำให้มีความดันจุดเดือดของน้ำจึงเลื่อนไปอยู่ที่ 120 องศาเซลเซียส ไม่ใช่ 100 องศาเซลเซียสเหมือนจุดเดือดของน้ำตามปกติ

การขับรถควรจะขยันมองมาตรวัดอุณหภูมินี้เป็นระยะ และควรฝึกให้เป็นนิสัยที่เคยชินด้วย เพราะถ้าเกิดเครื่องยนต์มีปัญหา เราจะได้ทราบและทำการแก้ไขได้ก่อนจะเป็นเรื่องใหญ่ และเจ้ามาตรวัดอุณหภูมินี้ ยังสามารถบอกจุดบกพร่องของระบบระบายความร้อนได้อีกด้วย

ยกตัวอย่างเช่น ช่วงที่การจราจรติดขัดในเมืองพบว่าความร้อนขึ้นสูง แต่พอรถขยับเคลื่อนตัวไป หรือสามารถใช้ความเร็วได้สูงขึ้น ระดับอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นลดลง แสดงว่ามีปัญหากับระบบระบายความร้อนแล้ว เช่น ระดับน้ำหล่อเย็นต่ำกว่ากำหนด พัดลมไฟฟ้าที่เป่าระบายความร้อนเสื่อม หรือไม่ทำงาน

ส่วนกรณีที่ความร้อนขึ้นสูงเวลาขับเร็ว และลดต่ำลงเวลาลดความเร็ว แสดงว่าหม้อน้ำมสกปรก อุดตันระดับน้ำหล่อเย็นต่ำกว่ากำหนด หรือมีปัญหากับฝาสูบ เช่น ปะเก็นฝาสูบแตก ฝาสูบร้าว เป็นต้น

นอกจากนี้สำหรับพวกรถที่ใช้พัดลมไฟฟ้าเป่าระบายความร้อน ซึ่งในการทำงานของพัดลมไฟฟ้านั้น ถ้าพบว่ามีอาการติด ๆ ดับ ๆ ถี่เกินไป แสดงว่าหม้อน้ำอุดตัน หรือสวิทช์ควบคุมการทำงานของพัดลมชักจะไม่ได้เรื่องแล้ว ส่วนเราจะรู้ได้อย่างไรว่าพัดลมเครื่องทำงานหรือตัดการทำงานนอกจากฟังเสียงแล้ว ก็ให้ดูที่มาตรวัดอุณหภูมิได้เพราะช่วงพัดลมทำงานอุณหภูมิจะลดลงอย่างรวดเร็ว และพอพัดลมหยุดการทำงานอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ในกรณีที่ไม่มีปัญหาอุณหภูมิจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ถ้าเข็มวัดอุณหภูมิขยับตัวขึ้น ๆ ลง ๆ กันบ่อย ๆ แสดงว่าน่าจะเป็นเรื่องสมควรตรวจเช็คความประพฤติของมันซะหน่อย

อันที่จริงพวกมาตรวัดในรถยนต์ยังมีอีกเยอะ แต่เนื้อที่มีจำกัดว่าเฉพาะที่เป็นหลัก และมีความสำคัญมากหน่อยก็แล้วกัน

มาปรับแต่งหลอดไฟหน้ารถกันเถอะ

จากหนังสือยานยนต์ฉบับที่ 409 ประจำเดือนมิถุนายน 2543



ความมืดคืออุปสรรคอันสำคัญที่ทำให้นักเดินทางกลางคืนประสบปัญหามานักต่อนักแล้ว บางคนก็แก้ปัญหาด้วยวิธีง่าย ๆ โดยการติดไปตัดหมอกหรือไฟสปอตไลท์เข้าไปดื้อ ๆ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ค่อยจะถูกต้องนัก บางคนก็เสียเงินแพง ๆ เพื่อให้ได้หลอดไฟสว่าง ๆ คล้าย ๆ กับตามหาหมอมือดีมารักษาอาการไข้ ได้ข่าวว่าที่ไหนมีดีก็ต้องดั้นด้นไปค้นหามาใช้จนได้

แต่จะมีใครสักกี่คนที่ใส่ใจกับตัวบทกฎหมายบ้านเมืองที่เขากำหนดเอาไว้ถึงขนาดกำลังไฟที่จะใช้สำหรับไฟส่องสว่างบ้างว่าเขียนเอาไว้เช่นไร แล้วชนิดของหลอดไฟที่คุณ ๆ ดิ้นรนขวงขวาย โดนหลอก เพราะความจริงแล้วมันเป็นเพียงแค่หลอดไฟชุบสีเท่านั้นเอง เนื่องจากปัจจุบันนี้มีหลอดไฟแบบต่าง ๆ ที่คุยว่าสว่างขึ้น ใสขึ้นถูกนำออกมาจำหน่าย ด้วยคุณสมบัติสามารถนำมาเปลี่ยนแทนของเดิมได้ทันทีและมีด้วยกันหลายชนิดซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีทั้งที่คุณภาพมาตรฐานและไม่ได้มาตรฐาน หากเลือกผิดก็เท่ากับจ่ายเงินฟรี แถมยังขับรถได้ยากขึ้นอีกด้วย เพราะแสงไฟที่ส่องออกไปจะถูกกลืนหายไปกับสิ่งต่าง ๆ ไม่สะท้อนกลับเข้าตาให้เราเห็นวัสดุต่าง ๆ เหมือนกับหลอดที่มีแสงสีเหลืองอ่อนๆ แบบนี้เรียกว่า ไม่เปลี่ยนซะยังจะดีกว่า

หลอดไฟหน้าความสว่างที่มาพร้อมกับแฟชั่นและการหลอกลวง


อะไรคือหลอดไฟ


เป็นเพราะความจำเป็นในการเดินทางเวลากลางคืนนั้นเองที่ทำให้ความต้องการแสงสว่างสำหรับรถยนต์เกิดขึ้น ในยุคแรก ๆ ของรถยนต์ระบบส่องสว่างจะใช้ตะเกียงธรรมดา ๆ นี่แหละครับ ด้วยจุดประสงค์ส่องให้เห็นทางและก็ให้ฝ่ายอื่น มองเห็นเราด้วยเช่นกัน ต่อมารถยนต์มีพัฒนาการก้าวหน้าขึ้น ความเร็วสูงขึ้น ก็ต้องการไฟส่องสว่างที่ไกลขึ้น ชัดเจนมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยทั้งคนขับและคนเดินถนนแต่ทราบหรือไม่ว่าหลอดไฟหน้ารถยนต์เกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศอะไร ? เฉลยว่าฝรั่งเศสครับ ในต้นศตวรรษที่ 19 หลังจากที่ Thomas Edison แกคิดประดิษฐ์หลอกไฟขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกเมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา แสงสว่างจากหลอดไฟก็เพิ่มความสว่างได้มากขึ้นตลอดเวลา กระทั่งปัจจุบัน ความสว่างของแสงที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นชักจะเข้าใกล้แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ไปทุกทีแล้ว

หลอดไฟทั่วไปที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามลักษณะการทำงาน ได้แก่ หลอดความร้อน (Incandescent Bulb) ซึ่งหลอดไฟชนิดนี้ จะทำงานได้โดยปล่อยให้กระแสไฟไปยังไส้หลอด (Filament) ซึ่งทำจากลวดทังสเตนเพื่อให้เกิดความร้อน เมื่อไส้หลอดเกิดความร้อนก็จะทำให้เกิดแสงสว่างขึ้นมา (เช่นเดียวกับที่เราเห็นจากเตาไฟฟ้าแบบขดลวดนั่นแหละครับ) และโดยปกติแล้ว ภายในหลอดชนิดนี้จะเป็นสุญญากาศ (เพื่อป้องกันการเผาไหม้จนเกิดความร้อนสูงเกิดควบคุม) หรืออาจจะบรรจุก๊าซเฉื่อยเช่น ก๊าซอาร์กอนไว้ภายในเพื่อช่วยลดคราบเขม่าที่เกิดจากโลหะทังสเตนมาจับผิวด้านใน สำหรับแบบที่สอง หลอดฮาโลเจน (Halogen Bulb) คือหลอดที่ไฟถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้มีความสามารถในการรักาความสว่างเอาไว้ได้จนหมดอายุการใช้งานของหลอดไฟ หลอดแบบนี้จะบรรจุด้วยก๊าซฮาโลเจนเพื่อให้เกิดวงจรฮาโลเจน (Halogen Cycle)

กล่าวคือ อนุภาคของทังสเตน (W) ที่เกิดขึ้นและเคลื่อนตัวไปใกล้หลอดแก้วจะไปรวมตัวกับก๊าซฮาโลเจน (X) และเคลื่อนตัวโดยความร้อนภายในหลอดไฟไปยังไส้หลอด เมื่ออนุภาคที่รวมตัวกันเคลื่อนตัวเข้าใกล้ใส้หลอดไฟอนุภาคของทังสเตนก็จะไปจับกับไส้หลอดหรือขาหลอดไฟ (Stem) ส่วนอนุภาคของก๊าซฮาโลเจนก็จะเคลื่อนตัวไปยังผิวของหลอดแก้วเพื่อรวมตัวกับอนุภาคของทังสเตนต่อไป เป็นวงจรอย่างนี้เรื่อย ๆ

การทำงานแบบนี้จะทำให้อนุภาคที่รวมตัวกันเกาะที่ผิวหลอดบ้าง แต่อนุภาคที่รวมตัวกันนี้เป็นสารกึ่งโปร่งแสงจึงส่งผลกระทบต่อความสว่างน้อยมาก การทำให้เกิดวงจรฮาโลเจนนี้จะต้องรักษาอุณหภูมิของหลอดแก้วให้คงที่ประมาณ 250 องศาเซลเซียสจึงจำเป็นต้องใช้แก้วชนิดพิเศษในการผลิตหลอดแบบนี้ นอกจากนั้น ความดันของก๊าซเฉื่อยภายในหลอดแก้วและไส้หลอดก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดวงจรได้สมบูรณ์

แบบที่สาม หลอด HID ซึ่งเป็นของใหม่ล่าสุดที่กำลัง ฮิต อยู่เวลานี้ โดยรู้จักกันในนามของหลอด ซีนอน (Xenon) เนื่องจากภายในบรรจุเอาไว้ด้วยก๊าซซีนอน หลอดไฟชนิดนี้ถูกนำมาใช้ในรถยนต์ครั้งแรกในปี 1992 ในยุโรป หลอดชนิดนี้จะแตกต่างไปจากชนิดอื่นๆ ที่ใช้ใส้หลอดทำจากโลหะทังสเตนในการทำให้เกิดแสงสว่าง โดยหลอด HID จะทำให้เกิดแสงสว่างด้วยการผ่านกระแสไฟแรงสูง (หลอด HID จะต้องมีอุปกรณ์ช่วยในการเพิ่มกระแสไฟ 12 โวลท์ ให้สูงขึ้นไปถึง 20,000-25,000 โวลท์) ไปยังขั้วของตัวนำที่ทำจากโลหะทังสเตนซึ่งจะทำให้เกิดการกระโดดของอิเลคตรอนระหว่างขั้วของตัวนำ อาจจะเปรียบได้กับการกระโดดของไฟที่เขี้ยวหัวเทียนหรือการสปาร์คที่เกิดจากการเชื่อมไฟฟ้านั่นเอง อิเล็คตรอนนี้จะทำปฏิกิริยากับก๊าซซีนอนที่ถูกบรรจุอยู่ภายในหลอดแก้วทำให้เกิดแสงสว่างขึ้น โดยหลอด HID นี้จะให้แสงสว่างมากกว่าหลอดฮาโลเจนธรรมดา 2-2.5 เท่า แต่ในขณะเดียวกันสามารถประหยัดพลังงานมากกว่าถึง 25% และยังให้สีของแสงที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับแสงอาทิตย์จึงช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น และการที่ไม่ใช้ไส้หลอดจึงทำให้อายุการใช้งานของหลอดยาวขึ้นด้วยเช่นกัน

ไม่ละความพยายาม

ในยุคแรกของการเพิ่มแสงสว่างในกับไฟหน้ารถยนต์นั้น (เราจะไม่คุยถึงการติดตั้งเพิ่มเติมไฟสปอตไลท์หรือไฟตัดหมอกเพราะมันไม่ใช่วิธีที่ควรกระทำ ไม่ใช่เพราะเป็นของไม่ดีแต่เป็นที่คนใช้งานส่วนหนึ่งโดยเฉพาะพวกขับรถแพง ๆ มักจะขาดจิตสำนึกในการใช้งานที่ดีครับ) ในยุคเมื่อสิบกว่าปีก่อนนั้น เทคโนโลยีของหลอดไฟหน้ายังไม่หลากหลายเหมือนสมัยนี้ การจะเพิ่มความสว่างให้กับไฟหน้าจึงมีเพียงแค่การเพิ่มกำลังไฟ (w วัตต์) ให้สูงขึ้นจากเดิมที่ติดรถมา และตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ในพรบ.รถยนต์ พศ.2522 ได้กล่าวถึงเรื่องของโคมไฟส่องสว่างหน้ารถจะต้องมีจำนวน 2 ดวงติด อยู่ข้างซ้ายขวาข้างละดวง เป็นชนิดแสงพุ่งไกลใช้ไฟแสงขาว เท่านั้นและต้องติดตั้งในระดับสูงวัดจากพื้นถึงจุดกึ่งกลางของโคมไฟไม่น้อยกว่า 60 ซม. และไม่เกิน 1.35 เมตร ส่วนโคมไฟต่ำจะใช้ข้อบังคับเดียวกันและอนุญาตให้รวมอยู่ในดวงเดียวกันก็ได้ (สำหรับโคมไฟแสงพุ่งไกลและพุ่งต่ำ การเปลี่ยนหลอดไฟให้มีสีผิดไปจากที่กำหนดถือว่ามีความผิดจะเป็นหลอดไฟที่มีกำลังไฟ 60/55 W โดยจะแบ่งเป็นสองไส้ ไฟสูงจะใช้ 60 W และไฟต่ำจะอยู่ที่ 55 W

เมื่อทราบกำลังไฟของหลอดที่จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้แล้วเราลองมาดูว่า ในปัจจุบันนี้หลอดไฟที่มีใช้ในรถยนต์ จะแบ่งออกไปได้หลายรูปแบบ ซึ่งหลัก ๆ ก็จะมี แบบ H 1 จะมีลักษณะเป็นตัวหลอดมีเพียงไส้เดียวเท่านั้นกับขาเสียบด้านหลัง ใช้อยู่กับโคมไฟแบบแยกหลอด คือตัวโคมไฟ 1 ดวงก็จะมีเพียงหลอดเพียงไส้เดียว หลอดหรือโคมแบบนี้โดยมากจะใช้อยู่กับรถยุโรปเช่นพวกรถ BMW และพวกรถญี่ปุ่นรุ่นใหญ่ ๆ

หลอดไฟหน้าที่ได้รับความนิยมจากบริษัทผู้ผลิตมากที่สุดเห็นจะได้แก่แบบ H 4 ซึ่งเป็นแบบที่รถส่วนใหญ่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ จึงมีลักษณะคุ้นตาคือ ตัวหลอดจะอ้วน มีไส้หลอดเรียงตามยาว ชั้นบนจะมีฝาครอบกันไว้ด้านหนึ่ง (เจ้าฝาครอบตัวนี้ มีไว้สำหรับบังแสงไฟไม่ให้กระจายเต็มพื้นที่ในโคมไฟจึงทำให้แสงที่ผ่านโคมไฟออกมามีเพียงครึ่งเดียวกลายเป็นไฟต่ำนั่นเอง) ส่วนชั้นล่างมีเฉพาะขดลวดเท่านั้น ไม่มีฝาครอบ ด้านนอกมีสามขาสำหรับไฟสูง/ต่ำ และขั้วดิน (-) และล่าสุดสำหรับรถ MERCEDES-BENZ ตากลมหรือรถ BMW จะใช้หลอดไฟที่มีรหัสประจำตัวคือ H 7 ที่มีลักษณะผสมกันระหว่าง H 1 กับ H 4 คือมีไส้เดียวแต่ใช้เบ้าใหญ่ เพื่อรองรับกับหลอดไฟชนิดใหม่ Xenon ซึ่งอย่างที่บอกแล้วว่าเป็นไฟแบบล่าสุดที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นอีกมิติหนึ่งของวงการหลอดไฟรถยนต์ก็ไม่น่าจะ เว่อร์ ไป เพราะแสงสว่างที่ได้จากหลอดไฟชนิดนี้นับว่าคุ้มค่าเนื่องจากจะให้ความสว่างมากกว่าหลอดฮาโลเจนถึง 2-2.5 เท่า เรียกว่าสว่างกันสะใจเลย

ไฟแฟชั่น


หลอดไฟที่มีจำหน่ายอยู่ในบ้านเราขณะนี้มีหลายแบบด้วยกัน ซึ่งเป็นการพัฒนากรรมวิธีการผลิตและนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้เพื่อให้หลอดไฟให้กำลังในการส่องสว่างมากขึ้น ขณะที่กินกระแสไฟเท่าเดิม ต่างจากสมัยก่อนที่หากต้องการให้ไฟสว้างขึ้นก็เปลี่ยนหลอดไฟให้มีกำลังส่องสว่างมากขึ้น คือวัตต์สูงขึ้นซึ่งก็ทำให้กินกระแสไฟมาก ก่อนจะมาถึงยุคหลอดสีนั้นถ้าใครที่เป็นนักเดินทางยามราตรีก็คงจะได้เคยเห็นไฟหน้ารถบางคันมีสีต่าง ๆ ประมาณว่า 7 สีประกายรุ้งกันเลย ซึ่งเหตุการณ์นี้ อยู่ในช่วงประมาณ 2-3 ปีที่แล้วนี้เองครับ ถามไปถามมาได้ความว่าเกิดจากการนำเอาแผ่นบังแสงที่เคลือบสีไว้แล้วมายึดเข้ากับขาที่สร้างให้พอดีกับเบ้าหลอดไฟ จากนั้นก็สวมเข้าไปกับโคมไฟหน้าเมื่อเราเปิดไฟ แสงจากหลอดก็จะผ่านกระจกสีเหล่านั้นจนเกิดเป็นสีต่าง ๆ ออกมาได้ตามต้องการ ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็สามารถเปลี่ยนสีของแสงไฟได้ในระดับหนึ่ง แต่การที่แสงต้องมาผ่านกระจกอีกชั้นหนึ่งเช่นนี้ทำให้ความสว่างของแสงลดน้อยถอยลง ทั้งการถอดเปลี่ยนก็ทำได้ยาก กาลต่อมาหลอดเคลือบสีจึงตามมาทันที นี่ยังไม่นับรวมถึงการเปลี่ยนสีของแสงไฟด้วยการเคลือบโคมไฟด้วยพลาสติคสีฟ้า และดูเหมือนจะกลายเป็นแฟชั่นไปแล้วสำหรับการเปลี่ยนหลอดไฟซึ่งมีการผลิตเป็นสีต่าง ๆ ออกมาขาย เช่น สีเหลือง สีฟ้า สีเขียว สีส้ม ซึ่งจะว่ากันตามตรงแล้ว ไฟสีต่าง ๆ ที่เขาผลิตขึ้นมานั้น จุดประสงค์ในการใช้งานคงต้องขึ้นอยู่กับสภาพของอากาศที่ใช้ด้วย จากที่ทางผู้ผลิตแจ้งมา เช่น สีเหลือง เหมาะกับการใช้งานในขณะหมอกจัดหรือฝนตก สีส้มต้องหมอกจัดมาก ๆ ส่วนสีฟ้ากับสีเขียวนั้นไม่ค่อยเกิดประโยชน์เท่าไร และกับสภาพการใช้งานในบ้านเราก็ไม่ค่อยมีปัญหากับเรื่องสภาพอากาศดังกล่าว และหลอดสีนี้ควรจะเปลี่ยนในโคมไฟพิเศษไว้ใช้ในสภาพอากาศที่ไม่ดีหรือในคราวจำเป็นเช่น การวิ่งในสภาพทางอ๊อฟโร้ด เพราะหากเปลี่ยนในโคมไฟหน้านะเป็นการผิดพระราชบัญญัติรถยนต์ พศ.2522

ในส่วนของโคมไฟส่องสว่างหน้ารถอย่างที่เสนอไว้ในตอนต้น การเปลี่ยนหลอดไฟที่มีสีผิดไปจากที่กฎหมายกำหนดจึงมีความผิด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรก็ได้กวดขันตั้งจุดตรวจจับกันอยู่เสมอ ๆ ขณะนี้เพื่อให้รถที่ติดตั้งสัญญาณไฟผิดไปจากกฎหมายกำหนดไปปรับเปลี่ยนแก้ไขให้ถูกต้อง ดังนั้น ก่อนเปลี่ยนหรือดัดแปลงควรคำนึงถึงเรื่องความถูกต้องซะก่อนก็จะเป็นการดี ส่วนความเท่ความสวยค่อยทำในส่วนที่ไม่ขัดต่อระเบียบข้อบังคับของกฎหมายซึ่งมีให้ทำได้อีกตั้งหลายอย่างและไฟสีอื่น ๆ คงจะให้การมองเห็นไม่ชัดเจนเท่ากับแสงขาวในการใช้งานสภาพอากาศปกติ ควรคำนึงถึงความปลอดภัยไว้ด้วย

การเปลี่ยนหลอดไฟทุกวันนี้หายากที่จะคิดถึงประโยชน์การใช้งานจริง ๆ เพราะผู้ใช้รถ (ส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยแรกรุ่น มีวัยเลยรุ่นติดมาบ้างนิดหน่อย) ต่างคิดเปลี่ยนเพื่อความเท่ เพื่อความทันสมัยทำให้น่าเสียดายประโยชน์ที่ถูกมองข้ามไป ในขณะที่ผู้ใช้บางคนกลับลืมนึกถึงว่ารถตัวเองนั้นไฟหน้ามันหรี่มัวซัวมานมนานแล้ว ด้วยความที่ใช้รถอยู่แต่ในกทม. เมืองที่กลางคืนสว่างหมือนกลางวันแบบนี้ความจำเป็นก็เลยถูกมองข้าม แต่อยากจะขอเตือน ๆ กันเอาไว้หน่อยสำหรับการเลือกใช้ไฟหน้ารถ ใครที่ชอบความสว่างสดใส ก็ขออย่าให้ถึงกับไปรบกวนสายตาของผู้ขับรถคันอื่น ๆ ส่วนใครที่ยังตาหรี่ ก็อยากจะรอร้องให้เปลี่ยนหลอดใหม่จะได้มองเห็นข้างหน้าได้อย่างชัดเจน ช่วยลดอุบัติเหตุลงได้อีกมาก และที่สำคัญ รถคันอื่นเขาก็จะสามารถมองเห็นคุณได้เช่นกัน