วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มาตรวัดทำความรู้จักและใช้ให้เป็นประโยชน์กันหน่อย



มาตรวัดทำความรู้จักและใช้ให้เป็นประโยชน์กันหน่อย




จากหนังสือยานยนต์ ประจำเดือนมกราคม 2542 ฉบับ 392

สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับรถยนต์ทั่วไปก็คือ พวกมาตรวัดต่าง ๆ บนแผงหน้าปัทม์ซึ่งมีการออกแบบอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความสะดุดตา ทันสมัย มีความสวยงามน่าดู และความลงตัวกับอุปกรณ์อย่างอื่นบ้างก็เน้นความคับคั่งของมาตรวัดต่าง ๆ

ในความเป็นจริงนั้นนอกเหนือจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ทางบริษัทรถยนต์เค้ายังเน้นในเรื่องอื่นอีกเยอะ อย่างเช่น ความง่ายในการอ่านมาตรวัดต่าง ๆ ซึ่งควรจะอ่านค่าได้แค่เหลือบตามองเพียงแว้บเดียวเท่านั้น เพื่อมิให้ผู้ขับขี่ต้องละสายตาจากถนนมากเกินควร อีกทั้งยังต้องมีความแม่นยำในการทำงาน สามารถบอกค่าต่าง ๆ ได้ถูกต้อง มีความทนทานต่อการกระแทกกระเทือนจากเส้นทางขรุขระ มีอายุการใช้งานยืนยาว และไม่เป็นอันตรายต่อผู้ขับขี่ ยามที่รถเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย

สำหรับคนใช้รถบ้านเรายังมีอีกมากที่มองเห็นเจ้ามาตรวัดต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเพียงแค่เครื่องประดับรถอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่สู้จะได้ใช้ประโยชน์ให้สมกับที่ทางบริษัทรถยนต์ เค้าอุตส่าห์ลงทุนออกแบบและผลิตออกมา บางท่านนั้นแทบจะไม่เคยเหลือบมองมาตรวัดต่าง ๆ อีตอนขับรถซะด้วยซ้ำ ซึ่งอันที่จริงแล้วนอกจากเราควรจะมองมันบ้างอีตอนขับรถแล้ว ยังต้องทำความรู้จักกับมันให้ดี รวมทั้งยังต้องรู้จัก อ่าน มันให้ออกด้วย เพราะเจ้ามาตรวัดเหล่านี้ มันบอกอะไรต่อมิอะไรแก่เราได้มากมาย สามารถเตือนให้เราทราบได้ก่อนที่รถจะเกิดความเสียหาย และบางครั้งมันยังบอกได้อีกด้วยว่าไอ้ที่เสียหายนั้น มันเกิดขึ้นจากอะไร หรือเกิดขึ้นที่อุปกรณ์ตัวไหน...??



มาตรวัดความเร็ว และระยะทาง (Speedometer)

มาตรวัดตัวนี้มีหน้าที่บอกความเร็วของรถที่กำลังขับอยู่ ซึ่งบ้านเราจะใช้หน่วยเป็น กม./ชม. ถ้าพบว่ามาตรวัดมีหน่วยเป็น ไมล์/ชม. หรือมีทั้งสองหน่วยรวมอยู่ด้วยกัน แต่หน่วยที่เป็นไมล์ใหญ่โตกว่า แสดงให้ทราบว่ารถคันนั้นจะเป็นรถที่นำเข้ามากันเอง โดยสั่งจากต่างประเทศซึ่งไม่ใช่รถที่ออกแบบสเป็คให้มาใช้ในบ้านเรา ดังนั้นจึงต้องพึงระวังไว้ด้วย โดยเฉพาะเรื่องการระบายความร้อนของเครื่องยนต์

สมัยก่อนการวัดความเร็ว เค้าจะใช้สายสลิง (สายไมล์) พ่วยกับห้องเกียร์ แต่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นมาตรวัดแบบอิเล็คทรอนิคส์ การทำงานราบเรียบต่อเนื่อง แม่นยำ ทนทาน และไม่มีเสียงดังขณะทำงาน เหนือกว่าพวกใช้สายไมล์ โดยการใช้สัญญาณอิเล็คทรอนิคส์ อาจจะรับจากห้องเกียร์โดยตรง หรือเฟืองท้ายก็ได้

มาตรวัดความเร็วนี้บางครั้งอาจพูดไม่ค่อยตรงความจริงเท่าไหร่นัก ซึ่งมีทั้งพูดเกินความจริง และพูดน้อยกว่าความเป็นจริง เช่น ความเร็วบนมาตรวัดชี้ที่เลข 100 กม./ชม. ความเร็วจริงอาจจะเป็นแค่ 90 กม./ชม หรือปาเข้าไป 110 กม./ชม. ก็ได้ พวกมาตรวัดของรถรุ่นเก่าที่ยังใช้สายไมล์ ถ้าเป็นรถยุโรปมักจะค่อนข้างพูดกันตรง ๆ ผิดกับรถญี่ปุ่นรู้สึกขี้คุยมากไปหน่อย แต่พวกรถญี่ปุ่นที่พูดตรงก็มีเหมือนกันนะ และพอมาถึงมาตรวัดความเร็วรุ่นใหม่ที่ใช้ระบบอิเล็คทรอนิคส์  พวกรถยุโรปส่วนใหญ่ก็ยังพูดจริงทำจริงเหมือนเดิม สำหรับกลุ่มรถญี่ปุ่นชักจะพูดตรงมากขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะเลย แถมบางรายยังถ่อมตัวพูดน้อยกว่าความเป็นจริงยังมี

ตัวการสำคัญที่ทำให้มาตรวัดความเร็วเกิดอาการเพี้ยนได้มากที่สุด อยู่ที่ขนาดของยางและกระทะล้อ ถ้าเราอยากทราบว่าความเร็วที่แสดงบนมาตรวัดนั้น ถูกต้องหรือผิดเพี้ยนไปเท่าไหร่ เราสามารถตรวจสอบได้หลายวิธี อย่างแรกโดยการวิ่งผ่านหลักกิโล (ระยะทาง 1 กม.) แล้วเอาเวลาที่ได้เทียบกับนาฬิกาบางแบบ ซึ่งจะมีตัวเลขบอกออกมาได้เป็นความเร็วเลยอยู่ที่ขอบนาฬิกา หรือเอาเวลาที่วิ่งผ่านหลักกิโลนี้ (เป็นวินาที) ไปหาร 3,600 ผลลัพธ์ที่ได้คือความเร็ว แต่มันก็มีปัญหาอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะการขับต้องใช้ความเร็วคงที่ และต้องจับเวลาให้ตรงอย่าให้พลาด หรือถ้ามีรายละเอียดของอัตราทดเกียร์กับเฟืองท้าย และมีมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ใช้ เราก็สามารถหาความเร็วหรือเปรียบเทียบได้จากรอบเครื่องจากสูตรการคำนวณ

การหาค่าของเส้นรอบวงยางให้ทำเครื่องหมายจุดที่ยางสัมผัสพื้น ทั้งที่ยางและที่พื้น (ควรเป็นล้อที่ใช้ขับเคลื่อน) ต่อจากนั้นเข็นรถให้ล้อหมุนไปครบ 1 รอบ จนจุดที่ทำเครื่องหมายบนยางในตอนแรกสัมผัสพื้น แล้วทำเครื่องหมายที่พื้นอีกครั้ง วัดความยาวหรือระยะห่างบนพื้นที่ทำเครื่องหมายไว้โดยมีหน่วยเป็น เมตร แล้วนำมาแทนค่าสูตรคำนวณ ส่วนอัตราทดเกียร์เราอยากรู้ความเร็วของที่เกียร์ไหน เราก็ใช้อัตราทดของเกียร์นั้น แต่ต้องจำไว้ว่าผลที่ได้นี้จะเป็นความเร็วที่ได้เมื่อรถวิ่ง 1,000 รอบต่อนาที เท่านั้น ถ้าเราอยากรู้ว่าที่รอบเครื่องเท่าไหร่ ในเกียร์ไหนได้ความเร็วเท่าไหร่ก็เอารอบเครื่องมาคูณเทียบได้ ตามหลักบัญญัติไตรยางศ์หารอบเครื่องก็ได้  แล้วนำผลที่ได้ไปเทียบกับมาตรวัดรอบเครื่องยนต์อีกที

สมมุติว่าเราได้ค่าจากการคำนวณว่า ที่เกียร์ 5 รถวิ่ง 1,000 รอบต่อนาทีได้ความเร็ว 328 กม./ชม. หรือ ที่ 2,000 รอบต่อนาทีได้ 76 กม./ชม. และที่ 3,000 รอบต่อนาทีได้ 114 กม./ชม. ถ้าเราวิ่งด้วยเกียร์ 5 ที่ 3,000 รอบต่อนาทีได้ 114 กม./ชม. ถ้าไม่ตรงแสดงว่ามาตรวัดความเร็วผิดเพี้ยนไปแล้ว หรือเราจะใช้วิธีคำนวณย้อนกลับออกมาได้ว่ที่ความเร็ว 38 กม./ชม. ใช้รอบเครื่อง 1,000 รอบต่อนาที ถ้าความเร็ว 100 กม./ชม. จะใช้รอบเครื่องเท่าไหร่ ให้เอาความเร็ว (38 กม./ชม.) ไปหาร 100,000 ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ 2,631 รอบต่อนาที ถ้าเราขับรถด้วยเกียร์ 5 จนเข็มวัดรอบชี้ที่รอบเครื่องประมาณ 2,650 รอบต่อนาที เข็มวัดความเร็วควรจะชี้ที่เลข 100 กม./ชม. ถ้าพบว่าเข็มชี้ไม่ตรงเลข 100 ก็แสดงว่ามาตรวัดความเร็วเพี้ยนตามตัวเลขที่ชี้นั่นแหละ เช่นชี้ที่ 96 ก็เพี้ยนไป 4 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดเว่อร์ไปประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์นั่นเ อง แต่สำหรับพวกรถที่ใช้เกียร์อัตโนมัติ ต้องเสียเวลาแช่ให้รอบเครื่องนิ่งกันระยะหนึ่งก่อน ถึงจะได้ค่าที่ถูกต้อง เพราะในระบบเกียร์อัตโนมัติมันจะมีการลื่นไถล หรือการแกว่งตัวของรอบเครื่องกับความเร็ว

ในมาตรวัดความเร็วนี้ยังมีที่อยู่ของมาตรวัดระยะทาง (Tripmeter) อยู่ด้วย ซึ่งจะมีทั้งระยะทางรวม และระยะทางย่อย โดยระยะทางรวมนี้จะบอกระยะการใช้รถทั้งหมด สำหรับใช้เป็นหลักในการกำหนดระยะเวลาบำรุงรักษาและซ่อมแซมรถส่วนระยะทางเป็นช่วง ๆ เพราะสามารถเซ็ทระยะกลับเป็น 0 หรือเริ่มต้นกันใหม่ได้

เจ้ามาตรวัดระยะทางนี้มันก็เหมือนกับมาตรวัดความเร็ว คือมีการผิดเพี้ยนไปได้ ถ้าอยากรู้ว่ามันตรงกับระยะทางจริงหรือไม่ ให้ทดสอบโดยเทียบระยะกับหลักกิโลข้างทาง

มาตรวัดรอบเครื่องยนต์ (Techometer)

มาตรวัดรอบเครื่องยนต์นี้ ถื่อว่ามีความจำเป็นและสำคัญอย่างมาก ชนิดบางคนถ้าจะให้เลือกเพียงอย่างเดียวแล้ว จะขอเป็นมาตรวัดรอบเครื่อง ดังนั้นเราจึงควรใช้งานให้เป็นประโยชน์ไม่ใช่เอาไว้แค่ประดับเพิ่มความน่าดูเท่านั้น เช่นเอาไว้ดูรอบเครื่องการทำงานของเครื่องยนต์ ไม่ให้ทำงานสูงเกินไปจนเป็นอันตรายกับรอบเครื่องโดยทางบริษัทรถเค้าจะมีสัญญาณ ขีดแดง เป็นตัวเตือน ดังนั้นถ้าต้องการให้เครื่องยนต์ทนทาน ก็ไม่ควรให้เข็มวัดรอบเครื่องเข้าไปอยู่ใกล้ขีดแดงบ่อยนัก

นอกจากนี้เรายังเอาไว้ใช้ดูการทำงานของรอบเครื่องในช่วงต่าง ๆ เช่น รอบเครื่องเดินเบา ทั้งขณะเครื่องเย็น ช่วงเปิดแอร์ หรือแอร์ตัดการทำงาน ถ้าเราพบว่ารอบเครื่องแตกต่างไปจากที่เคย ก็หมายความว่าเครื่องยนต์เริ่มมีปัญหาแล้ว และเรายังสามารถดูรอบเครื่อง เพื่อกำหนดจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ เพื่อให้เหมาะสมกับการทำงานไม่ว่าจะเป็นด้านกำลังหรือความประหยัดได้ด้วย

รอบเครื่องยนต์นี้ยังสามารถใช้ในการกำหนดหรือหาความเร็วที่แท้จริง และยังเป็นตัวดูสุขภาพของคลัทช์ได้อีกด้วย ถ้าพบว่าเวลาเร่งเครื่องที่ความเร็วค่อนข้างสูงแล้ว มันเพิ่มเฉพาะรอบเครื่องแต่ความเร็วไม่ค่อยจะยอมเพิ่ม หรือไม่ได้เพิ่มเป็นสัดส่วนกับรอบเครื่อง แสดงว่าคลัทช์เริ่มหมดหรือกลัทช์เริ่มลื่นแล้ว

มาตรวัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น (Engine Coolant Temperature Gauge)

พวกมาตรวัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นของรถญี่ปุ่น หรือรถยุโรปบางรุ่น มักจะใช้สีเป็นตัวบอกเช่น สีน้ำเงินเมื่อเครื่องเย็น สีขาวสำหรับอุณหภูมิปกติ และสีแดงเมื่อเครื่องร้อนจัด พร้อมกับมีขีดแบ่งเป็นระยะ ๆ ถ้าเป็นพวกรถญี่ปุ่นเข็มวัดอุณหภูมิ มักจะไม่ค่อยผ่านเกิน ครึ่งเกจ์ จนกระทั่งเมื่อพบว่ามันผ่านครึ่งไปเมื่อไหร่ คนขับรถจะรู้สึกกระวนกระวาย และถ้ามันขึ้นไปชนขีดแดง เครื่องยนต์จะฮีทจะเครื่องน็อคดับไปเลย ผิดกับพวกรถยุโรปที่ร้อน ชนแดง แล้ว ยังไม่สาหัสถึงกับเครื่องดับ

สำหรับรถยุโรปบางรุ่นนั้นมาตรวัดอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็น จะเป็นตัวเลของศาเซลเซียสและถ้าพบว่า เข็มมันป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้เลข 100 องศาเซลเซียส ก็อย่าเพิ่งตกใจ เพราะอุณหภูมิการทำงานที่เหมาะสมของเครื่องยนต์ ที่ให้ความประหยัด ให้พลังได้เต็มที่ และมีการสึกหรอน้อยจะอยู่ที่ช่วง 90-95 องศาเซลเซียส ส่วนที่ความร้อน 85 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่านี้ถือว่าเย็นเกินไป ในอุณหภูมิประมาณนี้ยังไม่ควรใช้รอบเครื่องสูง เพราะจะทำให้เครื่องยนต์สึกหรอ และใช้น้ำมันเปลือง ส่วนอุณหภูมิที่เครื่องยนต์ร้อนจัดหรือน้ำเดือด จะอยู่ที่ 110 องศาเซลเซียสขึ้นไป ทั้งนี้เพราะฝาหม้อน้ำ



จะทำให้มีความดันจุดเดือดของน้ำจึงเลื่อนไปอยู่ที่ 120 องศาเซลเซียส ไม่ใช่ 100 องศาเซลเซียสเหมือนจุดเดือดของน้ำตามปกติ

การขับรถควรจะขยันมองมาตรวัดอุณหภูมินี้เป็นระยะ และควรฝึกให้เป็นนิสัยที่เคยชินด้วย เพราะถ้าเกิดเครื่องยนต์มีปัญหา เราจะได้ทราบและทำการแก้ไขได้ก่อนจะเป็นเรื่องใหญ่ และเจ้ามาตรวัดอุณหภูมินี้ ยังสามารถบอกจุดบกพร่องของระบบระบายความร้อนได้อีกด้วย

ยกตัวอย่างเช่น ช่วงที่การจราจรติดขัดในเมืองพบว่าความร้อนขึ้นสูง แต่พอรถขยับเคลื่อนตัวไป หรือสามารถใช้ความเร็วได้สูงขึ้น ระดับอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นลดลง แสดงว่ามีปัญหากับระบบระบายความร้อนแล้ว เช่น ระดับน้ำหล่อเย็นต่ำกว่ากำหนด พัดลมไฟฟ้าที่เป่าระบายความร้อนเสื่อม หรือไม่ทำงาน

ส่วนกรณีที่ความร้อนขึ้นสูงเวลาขับเร็ว และลดต่ำลงเวลาลดความเร็ว แสดงว่าหม้อน้ำมสกปรก อุดตันระดับน้ำหล่อเย็นต่ำกว่ากำหนด หรือมีปัญหากับฝาสูบ เช่น ปะเก็นฝาสูบแตก ฝาสูบร้าว เป็นต้น

นอกจากนี้สำหรับพวกรถที่ใช้พัดลมไฟฟ้าเป่าระบายความร้อน ซึ่งในการทำงานของพัดลมไฟฟ้านั้น ถ้าพบว่ามีอาการติด ๆ ดับ ๆ ถี่เกินไป แสดงว่าหม้อน้ำอุดตัน หรือสวิทช์ควบคุมการทำงานของพัดลมชักจะไม่ได้เรื่องแล้ว ส่วนเราจะรู้ได้อย่างไรว่าพัดลมเครื่องทำงานหรือตัดการทำงานนอกจากฟังเสียงแล้ว ก็ให้ดูที่มาตรวัดอุณหภูมิได้เพราะช่วงพัดลมทำงานอุณหภูมิจะลดลงอย่างรวดเร็ว และพอพัดลมหยุดการทำงานอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ในกรณีที่ไม่มีปัญหาอุณหภูมิจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ถ้าเข็มวัดอุณหภูมิขยับตัวขึ้น ๆ ลง ๆ กันบ่อย ๆ แสดงว่าน่าจะเป็นเรื่องสมควรตรวจเช็คความประพฤติของมันซะหน่อย

อันที่จริงพวกมาตรวัดในรถยนต์ยังมีอีกเยอะ แต่เนื้อที่มีจำกัดว่าเฉพาะที่เป็นหลัก และมีความสำคัญมากหน่อยก็แล้วกัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น