วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

หัวใจ 6 ดวงของรถยนต์




ส่งเรื่องนนี้ให้เพื่อนอ่าน
หัวใจ 6 ดวงของรถ คือ พื้นฐานในการดูแลรักษารถ อันได้แก่


ดวงที่ 1 การเติมน้ำมัน


ดวงที่ 2 การเปลี่ยนยางรถ


ดวงที่ 3 การตรวจลมยางรถ


ดวงที่ 4 การสตาร์ทรถด้วยสายพ่วง


ดวงที่ 5 การตรวจและเติมน้ำมันหล่อลื่น


ดวงที่ 6 การตวรจสอบของไหลในหม้อน้ำรถ


เหล่านี้ทั้งหมดเป็นพื้นฐานขั้นแรกที่จะทำให้คุณเข้าใจหลักการใช้รถ คุณอาจพบเรื่องที่ทำให้ต้องวุ่นวายกับรถอยู่เสมอ แต่ด้วยความรู้จากทักษะทั้ง 6 ข้อนี้ คุณจะรู้สึกว่าสามารถอ่านและตอบสนองความต้องการของเครื่องยนต์ในรถได้เป็นอย่างดี เหมือนมันเป็นเพื่อนคุณคนหนึ่ง...เรามาเริ่มเดินหน้าก้าวแรกกันด้วย...
1 เติมน้ำมันอย่างไร
คุณจะสามารถประหยัดน้ำมันได้ถึง 25,000 บาท ต่อปีถ้า


- ครั้งใดที่ต้องการน้ำมันเต็มถัง ให้พนักงานบริการเติมอย่างช้า ๆ เพื่อระวังไม่ให้น้ำมันทะลักออกมาจากตัวถัง อันจะกลายเป็นค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองที่คุณไม่มีโอกาสได้คืน


- อย่างเติมน้ำมันเต็มถังเกินไป เพราะจะทำให้คุณเสียเปล่าน้ำมันไปเกือบครึ่งถัง ทุกครั้งที่รถออกตัวหรือจอดน้ำมันที่เต็มปริ่มอยู่จะทะลักออกจากคอถังได้ง่ายโดยเฉพาะถ้าเป็นวันที่อากาศร้อนจัดน้ำมันจะเกิดการยึดตัวจนดันตัวเองออกมานอกถัง ดังนั้นอย่าเติมน้ำมันเต็มจนถึงคอถังควรให้น้ำมันอยู่ระดับต่ำกว่าฝา


- เลือกเติมน้ำมันในตอนเช้า เพราะอากาศเย็นตอนเช้าจะทำให้น้ำมันหนาแน่นกว่าตอนกลางวันที่มีแดดแรงและร้อนจัด ลองเทียบกิโลเมตรจากเกจรถดูก็ได้ คุณจะพบว่าแม้เติมน้ำมันเท่ากันกับตอนกลางวัน แต่กลับได้ระยะทางมากกว่ากันอย่างเห็นได้ชัด


- ในการเดินทางไปต่างจังหวัดไกล ๆ ให้สังเกตสถานีบริการข้างทางและจดราคาน้ำมันของแต่ละแห่งไว้ด้วยเพราะตอนเดินทางกลับคุณจะสามารถเลือกเติมน้ำมันจากปั้มที่มีราคาต่ำที่สุดได้ วิธีง่าย ๆ นี้ จะช่วยให้คุณประหยัดน้ำมันได้โดยไม่ต้องลงทุน


- อีกสิ่งหนึ่งที่คุณควรให้ความสนใจตอนเติมน้ำมันคือ ก่อนพนักงานจะเริ่มให้บริการเติมน้ำมันคือ ก่อนพนักงานจะเริ่มให้บริการเติมน้ำมันรถคุณสังเกตว่าพวกเขาได้ปรับหัวจ่ายไปที่ 0.00 ถูกต้องหรือเปล่า รอบคอบขึ้นสักนิดเพื่อกันไม่ให้ถูกโกงน้ำมันโดยไม่รู้ตัว




2. ทำอย่างไรหากยางแบน
ปัญหายางแบนสามารถสร้างความหงุดหงิด และวุ่นวายให้คุณได้มาก นอกจากนั้นการเปลี่ยนยางยังเป็นงานที่รำคาญใจคุณเหลือเกิน


แต่จะไม่เป็นเช่นนั้นอีก หากคุณได้รู้วิธีการเปลี่ยนยางอย่างง่าย ๆ แล้วคุณจะรู้ว่าการเปลี่ยนยางง่ายกว่าการขับรถเสียอีก




1.    ก่อนใช้แม่แรงยกรถ


- จอดรถบนไหล่ทางที่เรียบ


- ใส่เกียร์จอด หรือถ้าคุณใช้รถเกียร์ธรรมดาให้ใส่เกียร์ว่างเพื่อกันไม่ให้รถเลื่อนไหล


- ใส่เบรกมือ


- เปิดไฟกะพริบหรือไฟฉุกเฉิน


- บล็อกล้อเพื่อมั่นใจว่ารถจะไม่ไหลแน่นอน (วิธีการบล็อกล้อคุณสามารถใช้ หิน อิฐ แผ่นกระดาษ หรือของหนัก ๆ ที่สามารถดันใต้ยางได้วางไว้หลังล้อ)
- เตรียมยางสำรอง




2.    การถอดฝาครอบดุมล้อและถอดน๊อต


- ถอดฝาครอบดุมล้อ


- ใช้ไขควงงัดฝาครอบดุมล้อออกจากล้อ (บางครั้งอาจมีตัวล็อกฝาครอบดุมล้อ คุณจำเป็นต้องไขล็อกออกก่อน)
- ใช้ฝาครอบดุมล้อเป็นภาชนะ สำหรับใส่น็อตล้อไว้ตอนคุณเปลี่ยนยาง


- ถอดน็อต


- ไขน็อตล้อ


- ถ้าน็อตล้อมีรูปตัว L ให้หมุนตามเข็มนาฬิกา


- ถ้าไม่มีรูปตัว L หรือมีรูปตัว R แทนให้หมุนทวนเข็มนาฬิกา


- เมื่อถอดน็อตล้อเสร็จแล้วอย่าเพิ่งถอดล้อเพราะอาจทำให้ขอบยางเสียหาย ให้ยกรถขึ้นก่อน




3.    ยกรถ


- ตรวจดูด้วยมือ หรือแม่แรงว่าตำแหน่งไหนของรถที่แข็งแรงพอเหมาะสำหรับใช้เป็นฐานยกรถได้


- ถ้าคุณไม่มีความรู้ด้านนี้ หรือไม่ทราบว่าตำแหน่งไหนสมควรใช้เป็นฐานยกรถ ให้ตรวจสอบจากคู่มือรถ


- ตำแหน่งยกรถส่วนใหญ่อยู่ใต้โครงฐานรถ ซึ่งทำหน้าที่รองรับตัวถังและเครื่องยนต์ หรืออาจอยู่บริเวณท่อนเหล็กใหญ่ที่รองรับล้อหน้า หรือเพลาบริเวณหลัง


- โยกแม่แรงปั้มขึ้น เมื่อรถอยู่ในตำแหน่งสูงพอจะถอดล้อที่ยางแบนได้แล้วจึงหยุด


- ต้องมั่นใจว่ารถอยู่ในสภาพปลอดภัย ไม่สั่นหรือโคลงเคลงเพราะถ้ารถโคลงเคลง อาจทำให้เสียหลักตกจากแม่แรงได้ (นั่นเป็นเหตุผลที่คุณต้องหาที่จอดรถเป็นไหล่ทางเรียบ)
- อย่าอยู่ใต้รถขณะที่รถลอยอยู่




4.    เปลี่ยนยาง


- ถอดน็อตล้อ (จะเรียบร้อยในขั้นที่ 2) และวางไว้ในฝาครอบดุมล้อบนพี้น


- ถอดล้อโดยการดึงเข้าหาตัวและเคลื่อนออก


- ยกล้อสำรองใส่เข้าในสลักน็อต เพื่อเปลี่ยนแทนล้อที่ยางแบน


- นำน็อตล้อใส่คืนที่ และขันให้แน่นทั้งหมดโดยขันในทิศตรงกันข้ามกับที่คุณไขออก


- ปั้มแม่แรงลง จนกระทั่งยางแตะพื้น


- ปั้มแม่แรงลง จนกระทั่งยางแตะพื้น


- ขันน็อตล้ออีกครั้งหนึ่ง เพื่อมั่นใจว่าแน่นเพียงพอแล้ว


- ใส่ฝาครอบดุมล้อคืนที่เดิม แต่หากคุณคิดว่าฝาครอบดุมล้อไม่พอดีเหมือนตอนแรก ให้เก็บไว้ท้ายรถก่อน


- เก็บล้อที่ยางแบนและเครื่องมือไว้ท้ายรถ


- เก็บวัสดุที่ใช้บล็อกล้อทั้งหมด


จำไว้ว่าคุณจำเป็นต้องขันน็อตล้อให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้




Note : ล้อสำรองมักมีขนาดเล็ก ดังนั้นไม่ควรวิ่งด้วยความเร็วเกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเดินทางไกลไม่เกิน 70 กิโลเมตร




3. วิธีตรวจความดันลมยางและเติมลมยาง
ความดันลมยางที่ไม่เหมาะสม ไม่เพียงมีผลกระทบต่อความปลอดภัยในการขับรถ ความสะดวกสบาย และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถของคุณเท่านั้น แต่การตรวจวัดความดันลมยางให้เหมาะสมอยู่เสมอยังช่วยลดปัญหารถยางแบนและยางแตกให้คุณด้วย คุณจะลดความสิ้นเปลืองจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงเกินจำเป็นของรถได้จำนวนมาก และยางจะมีอายุการใช้งานนานขึ้นเป็นปี ... โดยวิธีการทั้งหมดประกอบด้วย
ตรวจความดันลมยางเมื่อขับรถได้ประมาณ 50 กิโลเมตร
ความดันลมยางจะวัดเป็นปอนด์ต่อสแควร์นิ้ว (psi) คุณควรตรวจสอบหาค่า psi ที่เหมาะสมสำหรับรถคุณ และทำเป็นสติ๊กเกอร์ติดไว้ในรถบริเวณที่คุณสามารถเห็นได้ง่าย (ซึ่งรถรุ่นใหม่มักมีไว้ให้แล้ว)
การใช้ที่วัดลมยางตรวจสอบ psi ของรถคุณ
- เปิดฝาจุกที่เติมลมยาง
- กดที่วัดลมยางลงไปจนกระทั่งเกิดเสียงฟู่แล้วจึงหยุด เสียงฟู่นี้คืออากาศที่ออกจากยาง ซึ่งจะไม่สร้างความเสียหายใด ๆ ต่อยางทั้งสิ้น แต่จะปล่อยอากาศภายในยางบางส่วนที่เกินอยู่ให้ออกมา
- เข็มความดันลม ควรพอดีกับ psi ที่เหมาะสมของยางรถคุณ
- ถ้าสูงเกินไป ควรปล่อยความดันลมออก โดยกดที่วัดลมยางลงไปอีกครั้ง
- ถ้าสูงเกินไปควรปล่อยความดันลมออก โดยกดที่วัดลมยางลงไปอีกครั้ง
- ถ้าความดันลมต่ำเกินไป ควรเพิ่มอากาศเข้าไปอีก (สถานีบริการมักมีที่ตรวจวัดความดันลมยางไว้บริการโดยไม่คิดเงิน) หลังจากนั้นตรวจยางรถให้อยู่ในระดับ psi ที่เหมาะสมอีกที
- ปิดฝาจุกที่เติมลมยาง
การเติมลม
- จอดรถให้พอดีกับเครื่องเติมลมยางในสถานี้บริการ
- เปิดฝาจุกที่เติมลมยาง
- นำสายเครื่องเติมลมยาง กดลงบนที่เติมลมยางเพื่อให้อากาศแทรกตัวลงไป
- ใช้ที่วัดลมยางตรวจ psi ของยางรถคุณอีกครั้ง
- เมื่อเรียบร้อยแล้ว จึงปิดจุกที่เติมลมยาง
4. คุณจะสตาร์ทรถด้วยสายพ่วงอย่างไร
ถ้าไฟและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในรถคุณไม่ทำงาน บางทีอาจเป็นเพราะแบตเตอรี่ใช้การไม่ได้ คุณสามารถกระตุ้นให้แบตเตอรี่ทำงานได้ชั่วคราวโดยวิธียืมพลังแบตเตอรี่จากรถคันอื่น แต่คุณต้องใช้อุปกรณ์ตัวหนึ่งนั่นคือ สายไฟที่ใช้เป็นตัวพ่วงกระแสไฟจากแบตเตอรี่รถคันอื่นเข้าสู่แบตเตอรี่รถคุณ ดังนั้นคุณควรมีสายไฟที่ใช้สำหรับพ่วงกระแสไฟไว้ในรถตลอดเวลา (ดูในบทที่กล่าวถึงอุปกรณ์ที่รถควรมี) ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยคุณจะใช้เวลาจัดการเรื่องนี้ไม่เกิน 10 นาที
- หารถที่มีแบตเตอรี่มากพอ (ควรเป็นรถที่มีเครื่องยนต์ไม่เล็กกว่าของรถคุณ แต่รถที่กำลังแล่นอยู่มักสามารถใช้ได้เสมอ)
- ขับรถอีกคันเข้ามาเทียบรถคุณ ในระยะที่ใกล้พอจะต่อสายพ่วงได้
- ใส่เกียร์รถเป็นเกียร์จอดหรือเกียร์ว่าง ดับเครื่องและดึงเบรกมือ
- ต่อปลายสายพ่วงที่เป็นขั้วบวก (ตัวหนีบสีแดง) กับขั้วบวกของแบตเตอรี่รถทั้งสองคัน {( ) แดง =ขั้วบวก}
- อย่าให้ตัวหนีบสายไฟแต่ละอันไปโดนอันอื่นเพราะจะทให้เกิดประกายไฟได้
- ต่อปลายสายพ่วงที่เป็นขั้วลบ (ตัวหนีบสีดำ) ข้างหนึ่งกับขั้วลบของแบตเตอรี่รถคันที่มีแบตเตอรี่สมบูรณ์ { (-) ดำ = ขั้วลบ} และอีกข้างหนึ่งกับแท่นเครื่องยนต์ในรถคุณ ระวังอย่าให้โดนแบตเตอรี่
- สตาร์ทรถคันที่เป็นตัวส่งแบตเตอรี่ และเร่งเครื่องยนต์หมุนเปล่าโดยเร็ว
- สตาร์ทรถคุณ
- ถ้าเครื่องยนต์รถคุณยังไม่ทำงาน ตรวจดูว่าต่อปลายสายพ่วงไว้ถูกต้องหรือเปล่า หรืออาจให้รถคันที่เป็นตัวส่งแบตเตอรี่ออกวิ่งสักประมาณ 3-5 นาทีก่อน แล้วลองอีกครั้ง
- หลังจากรถคุณสามารถติดเครื่องได้แล้ว ให้ดับเครื่องรถคันที่เป็นตัวส่งแบตเตอรี่
- ถ้ารถคุณยังคงไม่สามารถติดเครื่องได้ วิธีที่ดีที่สุดคือเรียกรถลาก คุณไม่ควรเสี่ยงกับความเสียหายของตัวมอเตอร์สตาร์ท (เพราะหากต้องเปลี่ยนตัวใหม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก) ดับเครื่องรถคันที่เป็นตัวส่งแบตเตอรี่
- อย่าถอดสายไฟสีดำเป็นตัวแรก
- ถ้าตัวไดชาร์จยังคงเบาอยู่ บางทีปัญหาไม่ได้เกิดจากแบตเตอรี่ คุณควรให้ช่างเครื่องตรวจเช็ก
Note : สายพ่วงต้องไม่เล็กเกินไป
5. ตรวจสอบและเติมน้ำมันหล่อลื่นอย่างไร
การระวังน้ำมันหล่อลื่นของรถคุณให้เต็มและสะอาดอยู่เสมอ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการช่วยให้รถคุณมีสภาพการใช้งานยาวนานขึ้น ทุกครั้งที่คุณหยุดเติมน้ำมัน ยอมเสียเวลาสักเล็กน้อยตรวจสอบน้ำมันหล่อลื่นให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมเสมอ จะช่วยคุณประหยัดเงินได้หลายพันบาท เพราะถ้าคุณรอจนกระทั่งน้ำมันหล่อลื่นในรถน้อยเกินกำหนด หรือหมดลงก่อนตรวจเช็คและวัดเติมแล้ว จะทำให้เครื่องยนต์ได้รับความเสียหายมาก และคุณอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับการซ่อมใหญ่เป็นเงินจำนวนมากทีเดียว
หนึ่งในวิธีช่วยประหยัดน้ำมันและลดค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองให้รถคุณคือ การตรวจเช็กน้ำมันหล่อลื่นอยู่เสมอและเปลี่ยนถ่ายเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ซึ่งตามกฏทั่วไปแล้ว น้ำมันหล่อลื่นควรได้รับการเปลี่ยนถ่ายทุก ๆ 4,500 กิโลเมตร หรือ ทุก ๆ 3 เดือน
ตรวจน้ำมันหล่อลื่นอย่างไร
- จอดรถบนพื้นที่เรียบเสมอกัน ดับเครื่อง
- หาก้านวัดน้ำมันหล่อลื่นในรถ ปกติก้านวัดน้ำมันหล่อลื่นจะอยู่บริเวณเครื่องยนต์และเห็นได้ง่าย แต่ถ้าคุณหาไม่พบให้ดูจากหนังสือคู่มือรถก็ได้ หรือหากไม่แน่ใจในการใช้ก้านวัดน้ำมันหล่อลื่นตรวจสอบด้วยตนเอง คุณสามารถขอความช่วยเหลือหรือคำแนะนำจากสถานีบริการได้
- ดึงก้านวัดน้ำมันหล่อลื่นออกมา ทำความสะอาดจนหมดคราบน้ำมัน (ถ้ามีคราบน้ำมันเก่าติดอยู่)
- จุ่มลงไปในท่อน้ำมันหล่อลื่น คอยสักสองสามนาทีจึงค่อย ๆ ดึงขึ้นมา
- อ่านค่าน้ำมันหล่อลื่นว่ามีมากแค่ไหน หรือต้องเพิ่มอีกแค่ไหน ถ้าปริมาณน้ำมันหล่อลื่นอยู่ที่ เติมแสดงว่าคุณต้องเติมน้ำมันหล่อลื่นเพิ่ม แต่ถ้าอยู่ที่ตัว เต็มแสดงว่ายังไม่ถึงเวลาที่ตอ้งเติมน้ำมันหล่อลื่น
ถ้ารถคุณมีน้ำมันหล่อลื่นต่ำกว่าจำนวนที่กำหนด คุณสามารถเติมได้ด้วยวิธีง่าย ๆ คือ
- ดับเครื่องยนต์
- คลายเกลียวฝาครอบน้ำมันหล่อลื่น รินน้ำมันหล่อลื่นลงไปในช่องเติมน้ำมัน (คุณอาจต้องใช้กรวย หรือ อุปกรณ์สำหรับเติมน้ำมันหล่อลื่น)
- ปิดฝาให้เรียบร้อย
- คอยสักสองสามนาทีเพื่อให้น้ำมันหล่อลื่นใหลเข้าที่ และตรวจเช็กอีกครั้งหนึ่ง
การตรวจเช็คน้ำมันหล่อลื่นด้วยตัวเองบ่อย ๆจำทำให้คุณเริ่มคุ้นเคยกับความต้องการน้ำมันหล่อลื่นของเครื่องยนต์มากขึ้น จนอีกหน่อยคุณจะสามารถวัดปริมาณน้ำมันหล่อลื่น โดยวิธีประมาณจำนวนกิโลเมตรที่ใช้กับปริมาณน้ำมันหล่อลื่นที่ต้องสูญเสียไป และจำนวนที่ตอ้งเติมได้อย่างแม่นยำ
6. ตรวจเช็คหม้อน้ำและเติมคูเล็นท์ (น้ำหล่อเย็น) อย่างไร


เครื่องยนต์สามารถรับความร้อนได้ 5,000 F ดังนั้นถ้ารถคุณมีคูแล็นท์ไม่เพียงพอ เครื่องยนต์อาจเกิดการโอเวอร์ฮีทจนทำให้คุณต้องออกจากถนนกลางคันได้ จึงควรตรวจดูหม้อน้ำรถยนต์ทุกสองสามเดือนหรือทุกครั้งที่คุณเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่น หรืออย่างน้อยที่สุดทุก ๆ 4,500 กิโลเมตร ทำเช่นนั้นเป็นประจำให้เป็นนิสัยคุณ
การตรวจคูแล็นท์ทำอย่างไร


1. ตรวจดูถังเก็บคูแล็นท์สำรองของหม้อน้ำรถยนต์ (มักเป็นถังพลาสติกใกล้กับหม้อน้ำรถยนต์และมีท่อเชื่อมต่อกัน) ถ้าคุณไม่แน่ใจให้ขอคำแนะนำหรือขอความช่วยเหลือจากสถานีบริการ
2. อ่านค่าคูแล็นท์จากด้านข้างถัง
- ถ้าเครื่องยนต์กำลังร้อน คูแล็นท์จะอยู่ตำแหน่งสัญลักษณ์ร้อน
- ถ้าเครื่องยนต์กำลังเย็น คูแล็นท์จะอยู่ในตำแหน่งสัญลักษณ์เย็น
3. เติมคูแล็นท์ในปริมาณที่เหมาะสม
Note : อย่าเปิดฝาครอบหม้อน้ำในขณะที่เครื่องยนต์ยังร้อนอยู่ความดันและความร้อนที่พุ่งขึ้นมาจะทำให้ผิวหนังคุณไหม้ได้ ให้คอยจนเครื่องยนต์เย็นลงก่อน
" name=Know_Car_Desc1
ความคิดเห็นอื่นๆ




























ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น