วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ส่วนลดประวัติดีกับการต่อประกัน




ส่วนลดประวัติดีกับการต่อประกัน

ผ่านหัวข้อบทความนี้ทีไรนึกจะเขียนเรื่องนี้ทุกที แต่จนแล้วจนรอดก็ลืมทุกทีเหมือนกัน พอดีมีกระทู้ถามในชมรมคนรักรถเกี่ยวกับเรื่องประกันอะไรพวกนี้ก็เลยนึกขึ้นได้ คราวนี้กันลืมเลยต้องรีบเขียน คงจะเคยเห็นหรือเคยทราบกันมาบ้างแล้วว่าการทำประกันนั้นถ้าไม่มีการเคลมเกิดขึ้น จะมีการจูงใจเพื่อให้ต่ออายุประกันในปีต่อไปด้วยการลดราคาหรือมีส่วนลดให้ เช่น

20% สำหรับปีที่สองหรือไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายในปีแรก

30% สำหรับปีที่สามหรือไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายในสองปีที่ผ่านมา

40% สำหรับปีที่สี่หรือไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายในสามปีที่ผ่านมา

50% สำหรับปีที่ห้าหรือไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายในสี่ปีที่ผ่านมาหรือนานกว่านั้นเป็นต้นไป

แล้วที่บอกว่าลดราคาหรือเบี้ยให้นั้นเป็นความจริงหรือ?

ถ้ามองผิวเผินหรือไม่คิดอะไรจะเห็นว่ามีการลดเบี้ยประกันให้จริงๆ แต่ถ้ามองลึกลงไปในรายละเอียดหรือสังเกตดีๆแล้วจะพบว่า มีการแอบแฝงข้อความหนึ่งไว้ว่า..

..ส่วนลดเบี้ยประกันนั้นเป็นส่วนลดที่คิดจากเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ..”

อธิบายขยายความได้ว่า การลดเบี้ยประกันไม่ว่า 20-30-40-50%นั้น ไม่ใช่การลดจากเบี้ยประกันเดิมหรือไม่ใช่การลดจากกรมธรรม์ในปีที่ทำอยู่แล้วเอามาคิดเพื่อเป็นส่วนลดในปีถัดไป เช่น

ในปีแรกจ่ายเบี้ยไป 30000บาทและไม่เคยเรียกค่าทดแทนเลย ปีถัดมาถ้าลด 20%ก็จะเหลือ 24000บาท แต่ทำไมเรียกเก็บจริงไม่เป็นไปตามนั้นเช่นเรียกเก็บ 26000บาทเป็นต้น ซึ่งก็คือ 13.33% ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เคยมีบางท่านบอกว่ามันมีแว็ต 7%รวมอยู่ด้วย เอ้ามาลงลึกไปอีกหาเบี้ยที่แท้จริง

จาก 30000 หักแว็ต 7% หรือ 1962.62บาท ก็จะเหลือเบี้ยจริง 28037.38 บาท(รวมอากรราว 50บาท)

ถ้าคิดส่วนลด 20% จาก 28037.38 บาทหรือ 5607.48 บาท ก็จะเหลือ 22429.90 บาท

ดังนั้นเบี้ยปีต่อไปเมื่อรวมแว็ตอีก 7%หรือ 1570บาทก็ควรจะแค่ 24000 บาท

(รวมค่าอากรแล้วก็อีกไม่กี่บาทยังไงก็ไม่เกินร้อยหรอก)

แล้วทำไมจึงเรียกเก็บเกินจากนี้หละ เป็นไปได้ยังไง

มีอะไรแอบแฝงอยู่?

ก็อย่างที่เรียนข้างต้นว่าการคิดเบี้ยนั้นเขาคิดจากเบี้ยในปีนั้นๆที่จะทำประกัน ไม่ได้คิดจากเบี้ยในปีที่ผ่านมา แต่เบี้ยในปีนั้นๆหรือเบี้ยในปีที่จะต่อประกัน จะมีใครทราบบ้างว่ามันเท่าไหร่หรือเพิ่มลดยังไงเพราะไม่เคยมีใครหรือบริษัทประกันที่ไหนบอก จะบอกเฉพาะในปีแรกที่จะทำเท่านั้นซึ่งส่วนใหญ่ในปีแรกจะไม่แพงเท่าไหร่ดูสมน้ำสมเนื้อดี แต่พอเข้าปีที่สองหรือปีถัดไปกลับมาการปรับเพิ่มเบี้ย(ยังไม่เคยเห็นว่ามีการปรับลด)แต่ไม่เคยแจ้งให้ผู้ทำประกันได้ทราบ ถ้าผู้ทำประกันหรือต่อประกันไม่คิดอะไรเพราะเห็นเพียงแค่ว่ามันถูกลงแล้วก็จะจ่ายตามที่ถูกเรียกเก็บ แต่พอมีคนโวยวายออกมาว่าทำไมไม่ลดตามที่ระบุก็จะได้รับคำตอบว่าเป็นนโยบายของบริษัทที่มีการปรับอัตราเบี้ยประกันใหม่ตามประกาศเลขที่....(อยู่ไหนหรือประกาศตั้งกะเมื่อไหร่ไม่ให้ดูหรอก)หรือมันไม่ได้คิดเฉพาะเบี้ยประกันมันยังมีค่าอากรค่าแว็ตเข้ามาคิดด้วย(ก็แล้วแต่จะกล่าวอ้างไปต่างๆนาๆ) เช่นในกรณีที่ยกมาว่าจาก 30000 บาทหลังลดแล้วต้องจ่าย 26000 บาท ก็แสดงว่ามีการปรับเบี้ยก่อนได้รับส่วนลดจาก 30000 บาท เป็น 32500บาทเรียบร้อยแล้วก่อนที่จะนำมาคิดส่วนลด แต่ที่น่าเจ็บกระดองใจคือจากการสอบถามของผู้ที่ใช้รถรุ่นเดียวกันที่ออกใหม่ป้ายแดงนำไปทำประกันก็ยังเสียเบี้ยปีแรก 30000 บาทอยู่ แสดงว่ามีการปรับเพิ่มเฉพาะผู้ที่ต่อประกันอย่างนั้นหรืออย่างงี้หมายความว่ายังไง

เคยทราบมั๊ยว่าไม่ได้ลดเบี้ยอย่างเดียว!

ถึงแม้บริษัทประกันจะอ้างว่าลดเบี้ยให้กับรถประวัติดีเพื่อแสดงความชื่นชมและจริงใจและจูงใจหรือตอบแทนลูกค้าหรือด้วยคำอะไรก็แล้วแต่ที่สุดแสนจะเริดหรู มันจริงอย่างที่เขาว่าจริงๆหรือเปล่า?

ลองดูรายละเอียดซักนิดตรงช่อง(เอาช่องเดียวก็พอ)ที่กล่าวถึงการชดเชยในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อรถยนต์หรือรถสูญหายหรือรถไฟไหม้อะไรพวกนี้ซึ่งอาจจะแตกต่างกันในคำพูดแต่ละบริษัทประกัน เอาง่ายๆว่ารถหายจ่ายเท่าไหร่นั่นแหละ

ในปีแรกจ่าย 30000 ได้รับความคุ้มครอง 850000 บาท

ในปีต่อมา(อ้างว่าลด 20%)จ่ายไป 26000 บาท ได้รับการคุ้มครอง 650000 บาท

ซึ่งจะเห็นได้ว่ามันลดลงถึง 23.5 % แถมลดจริงๆก็แค่ 13.33% ไม่ใช่ 20%

นี่ยกมาเฉพาะรายละเอียดแค่ช่องเดียวเท่านั้นนะครับยังมีอื่นๆอีกเยอะ

การต่อประกัน!

ลองสละเวลาซักนิดนะครับเช็คดูซักหน่อยว่าเป็นอย่างที่ผมพูดไปหรือเปล่าเพราะที่พูดถึงนี่เป็นเพียงบางบริษัทเท่านั้นเพราะบางที่ก็ยังซื่อตรงอยู่ก็ยังมี แต่ถ้าท่านเจอเหตุการณ์ดังกล่าวจะทำยังไง


1.      ก่อนหมดอายุประกันราว 2เดือน(อย่างน้อยที่สุดก็ 1เดือน)หรือถ้ามีหนังสือแจ้งยอดที่ต้องไปชำระค่าเบี้ยประกันในปีถัดไป ให้ลองโทรฯไปสอบถามบริษัทประกันว่าเบี้ยประกันเท่าไหร่และยอดความคุ้มครองเป็นอย่างไร เอาหลักๆเลยเช่นรถหายจ่ายเท่าไหร่หรือผู้ขับขี่เสียชิวิตจ่ายเท่าไหร่
2.      นำข้อมูลที่ได้มาคำนวนตามตัวอย่างที่ยกมาข้างบนว่าส่วนลดตรงตามเปอร์เซ็นต์ที่แจ้งหรือเปล่ามีส่วนต่างอยู่เท่าไหร่ ถ้าใกล้เคียงกันหรือห่างกันไม่เกิน 2-300บาทก็ถือว่าพอยอมรับได้แต่ถ้ามากกว่านั้น
3.      โทรฯสอบถามบริษัทประกันอื่นว่ารถเรายี่ห้อนี้/ปีนี้ ถ้าต้องการการคุ้มครองแบบเดียวกัน(กับที่บริษัทเดิมเสนอความคุ้มครองให้)ต้องจ่ายเบี้ยประกันเท่าไหร่
4.      ถ้าพบว่าความคุ้มครองเท่ากันแต่ราคาถูกกว่าหรือให้ความคุ้มครองมากกว่าในราคาเท่ากัน แนะนำให้เปลี่ยนบริษัทประกันครับ แสดงว่าบริษัทที่ทำอยู่เริ่มมีอะไรที่หมกเม็ดแล้วและในปีต่อๆไปเราก็จะเจอเช่นเดิมอีก
5.      ถ้าเกิดมีการเคลมเกิดขึ้นอาจจะต้องจ่ายเบี้ยเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นเช่น ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายเกิน 200%ของเบี้ยในปีนั้น ในปีต่อไปต้องจ่ายเบี้ยเพิ่มขึ้น 20%(จากเบี้ยที่กำหนดโดยไม่ทราบที่มา)เป็นต้น อันนี้แนะนำให้เปลี่ยนบริษัทประกันทันทีไม่ต้องลังเล ปล่อยให้บริษัทประกันเดิมภาคภูมิใจกับตัวเลขที่หวังว่าจะเก็บเพิ่มจากเราไปเรื่อยๆแต่ไม่ต้องต่อเปลี่ยนทันทีเพราะราคาเบี้ยประกันจะถูกลงทันที หาที่ถูกกว่าที่จะต่อกับบริษัทเดิมได้ไม่ยากหรอกครับ

*****คงฝากไว้เป็นข้อคิดเล็กๆน้อยๆนะครับบางท่านอาจจะเคยสังเกตหรือเคยทราบมาแล้วแต่บางท่านอาจจะยังไม่เคยทราบหรือเคยสังเกตเรื่องเหล่านี้เลย เพราะมันเป็นการเอารัดเอาเปรียบกันซึ่งหน้าทีเดียว ลองดูนะครับไม่เสียหลายหรอกสละเวลาซักนิดยกหูโทรศัพท์เสียไม่กี่บาทแต่ท่านอาจจะประหยัดเงินได้หลายร้อยหรือหลายพันบามเลยทีเดียว(ผมเคยได้สูงสุดกว่า 2000บาทครับ)*****

*****เราเป็นผู้จ่ายเงินจงเลือกในสิ่งที่เห็นว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปมากที่สุด เราเป็นลูกค้ามีสิทธิ์เลือก อย่าตกเป็นเหยื่อของความไม่ชอบธรรม บริษัทประกันต้องเป็นฝ่ายง้อเราถึงจะถูก ไม่ใช่ให้เราเป็นฝ่ายไปง้อ*****

*****ยังมีบริษัทประกันอีกมากมายให้เราเลือกใช้บริการ ใช่ว่าบริษัทใหญ่จะดีเสมอไป(อย่าให้เอ่ยชื่อเลย)บางที่ก็ใหญ่แต่ชื่อแต่บริการไม่เป็นสัปะรดแมวแถมเล่นแง่สุดๆก็มีถมไป ปล่อยให้เขาตายไปพร้อมกับชื่อเสียงและความภาคภูมิใจนั้นเหอะครับ*****

*****เลือกที่ซื่อสัตย์จริงใจกับเรามากที่สุด ใหญ่เล็กไม่สำคัญ ขอให้บริการดีเป็นใช้ได้ ไม่ใช่ว่าเวลาเก็บตังค์นะพูดดี แต่เวลาจะเรียกร้องค่าเสียหายยังจะเราเป็นชู้จะลูกเมียท่านยังไงยังงั้นแหละ อันนี้พูดดีก็น่าต่อประกันด้วยแม้จะแพงบ้างนิดหน่อยก็ถือว่าซื้อบริการ แต่ถ้ามีการเรียกร้องค่าเสียหายแล้วเจอประเภทนี้เปลี่ยนเหอะครับไม่นานเดี๋ยวก็เจ๊งไปเอง*****

*****การเปลี่ยนบริษัทประกันเหมาะสำหรับผู้ที่ใช้รถติดต่อกันนานๆหรืออาจจะไม่คิดจะขายเท่านั้น ส่วนผู้ที่วางแผนขายล่วงหน้าไว้แล้วการเปลี่ยนบริษัทประกันอาจจะถูกมองว่าเป็นการหมกเม็ดหรือลบประวัติไม่ดีทิ้งก็อาจจะเป็นได้ แต่ถ้าการวางแผนขายนั้นอยู่ในรูปของการตีเทิร์นหรือขายเข้าเต็นท์ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด มันก็เป็นดาบสองคมเสมอ แต่สิ่งที่ได้รับจากการเปลี่ยนบริษัทประกันคือเราจะรู้ว่าบริษัทถูกกว่า-บริการดีกว่า-ไม่เล่นแง่ตอนเคลม และเมื่อนั้นเราก็สามารถผูกขาดการทำประกันกับบริษัทที่เราเห็นว่าดีที่สุดได้เลย เป็นสิ่งที่น่าค้นหาคำตอบนะครับ*****

..........ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงความรู้สึกและบทเรียนจากประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้น...ไม่ได้ต้องการสร้างศัตรูหรือว่ากล่าวให้ร้ายกับบุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือบริษัทหนึ่งบริษัทใด......แค่อยากสื่ออกไปในสิ่งที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตเท่านั้น....โปรดไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ........ถ้าส่งหนึ่งสิ่งใดหรือคำพูดใดๆสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้กับใครหรือท่านใดก็ขอกราบอภัยล่วงหน้านะครับ........

..เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวครับ

666


ส่งเรื่องนนี้ให้เพื่อนอ่าน
กรุณากรอก อีเมล์ของเพื่อนคุณ        
ความคิดเห็นอื่นๆ  

ความคิดเห็นที่ 1 [J200320199]
เคยคิดตามส่วนลดแล้วไม่ได้ตามที่บ.แจ้ง
โดยคุณ   ไซอิ๋ว    อีเมล์ :   ICQ: 20/10/2003     [ 10/20/2003 11:45:04 PM ]      

ความคิดเห็นที่ 2 [J2103244]
ผมก็เห็นความไม่เป็นธรรมจากบริษัทประกันเหมือนกัน รถผมทำมา 6 ปี เสียเงินฟรีๆไปเป็นแสน เครมไม่ถึง 2 หมื่น มีกันขโมยระบบอย่างดี ไม่เห็นมันจะลดให้ ไม่เคยขับไปชนใครเขาเลย มานั่งนึกๆแล้วแถมพี่เจ้าของอู่ซ่อมรถเขาก็บอกว่าเสียดายเงินน่ะซ่อมเองยังไม่เท่านี้เลย เลยอยากจะบอกว่า ถ้าคุณขับรถมีความระมัดระวังไม่ซิ่งไม่ประมาท คุณทำแค่ชั้นสามก็พอครับ ไม่ถึง 3000 บาท ไปชนใครเขาบริษัทประกันเขาก็รับผิดชอบให้ ถ้าเขามาชนเรารถเขามีประกันก็ให้ทางประกันนั้นเขียนใบเครมมาให้เราเลย ผมเสียดายตังเหมือนกัน ตั้งเป็นแสน ถ้าถามว่าคุ้มกับที่เสียไปไหมผมมองมันไม่คุ้มเลยถ้าคุณไม่ใช่คนขับรถประมาท จริงๆนะครับ เดี๋ยวนี้รถใหม่เขาแถมประกันให้ฟรีเลยเพราะรู้ว่าคนเรามีทางเลือกที่จะทำแค่ชั้นสาม ดีกว่า แถมเวลารอเจ้าหน้าที่มาเครม โคตรช้าเลยบริษัท วิ.... เนี่ย รอกว่าจะเสร็จ 2 ชม.เบื่อเลยล่ะครับ
โดยคุณ   โอ๋    อีเมล์ :   ICQ:      [ 10/21/2003 11:20:28 AM ]      

ความคิดเห็นที่ 3 [K05036550]
บ.ไทยสมุทรยึดมั่นประกันภัยเนี้ยแม่งโคตร...เลย
โดยคุณ   หมี    อีเมล์ : q@q.com   ICQ:      [ 11/5/2003 3:27:49 PM ]      

ความคิดเห็นที่ 4 [K140310109]
บริษัทประกัน บอกว่าปีที่ผ่านมาไม่เครม ปี้นี้จึงมีส่วนลดให้ เคยคิดดูเหมือนกัน เบี้ยประกันลดลงจริง แต่ ความคุ้มครองก็ลดลงเช่นกัน ตามสภาพรถ แล้วได้ส่วนลดประวัติดีตรงไหนไม่ทราบ เอาเปรียบมากไปหรือเปล่า
โดยคุณ   เล็ก    อีเมล์ :   ICQ:      [ 11/14/2003 10:28:26 AM ]      

ความคิดเห็นที่ 5 [K160312607]
เรื่องลดทุนประกันเนี่ยอยากชี้แจงว่า ลดตามราคาตลาดของรถในปีนั้นๆ จะให้ 80 % ของราคารถ คุณใช้รถมาเป็นปีแล้ว ถ้าขายราคาก็ต้องตกลงแน่นอน เผารถเอาทุนประกันไม่ดีกว่าเหรอ ได้มากกว่าราคาขายอีก ส่วนเพิ่มประวัติ ลดประวัติเนี่ย ก็คิดตามความเสี่ยงของการใช้รถ ถ้าทำประกันแล้วเคลมทุกปี บริษัทเค้ามิแย่เหรอ นี่มันเป็นการซื้อความเสี่ยงนะ ถ้าจ่ายค่าประกันลดลงทุกปีแต่เคลมทุกปีเนี่ย เค้าก็ทำประกัน กันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว อย่าตั้งแง่จะว่าคนอื่นเค้าท่าเดียว คิดถึงหัวอกเค้าบ้าง ว่าถ้าเราเปลี่ยนเป็นเค้าแล้วจะทำไง ขอบอกว่าธุรกิจประกันเนี่ย ใช่ว่าจะกำไรทุกบริษัท เจ๊งไปก็เยอะแยะ เพราะมีความเสี่ยงมาก แล้วเดี๋ยวนี้รถหายเยอะมาก ถ้าหายแล้วไม่มีประกันน่ะ จะหนาว เห็นมาเยอะแล้ว
โดยคุณ   +...+    อีเมล์ :   ICQ:      [ 11/16/2003 9:41:46 PM ]      

ความคิดเห็นที่ 6 [L120319760]
การคำนวณเบี้ยประกันมาจากสถิติการใช้รถโดยภาพร่วมทั้งประเทศ คือสมมุติถ้าเบี้ยประกันปีแรกคือ100% ปีที่2จะสูงขึ้นเป็น105%ปีที่3เป็น108% และปีที่4เป็น110% แล้วหลังจากปีที่5จะลดลง(ปีที่5เท่ากับปีที่4)ที่เป็นเช่นนี้เพราะรถที่ผ่านการใช้งานมาจะมีการสึกหรอของระบบความปลอดภัยประกอบกับผู้ที่ใช้จนครองแล้วมักจะประมาทมากขึ้นเช่นตอนเป็นรถป้ายแดงยังถนุถนอมรถ ปีต่อไปเริ่มปล่อยปะละเลยเล็กน้อยและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนที่รถเกิน 5 ปีลดลงเพราะผู้ที่ทำประกันให้กับรถในปีที่5ขึ้นไปเริ่มลดน้อยลงกว่า5ปีแรกและรถในปีที่2-4คนที่ทำประกันเมื่อประมาทมากขึ้นก็ยิ่งมีการเคลมกับบริษัทที่รับประกันมากขึ้นตามลำดับการคำนวณเบี้ยหลักจึงออกมาในรูปแบบดังกล่าวคือมาจากพฤติกรรมร่วมของผู้เอาประกันภัยเอง(ลองเปรียบเทียบกับการทำอัคคีภัยดูต่างกันมาก) ที่นี้ทางกรมเห็นว่าจะคำนวณแบบเหมาร่วมอยางเดียวไม่ได้เนื่องจากยังมีคนบางกลุ่มที่มีพฤติกรรมที่ดีจึงหาทางที่จะให้สิทธิพิเศษคือถ้าคุณใช้รถดีไม่ประมาทก็จะให้ส่วนลดประวัติดี20-30-40-50%ตามที่ท่านทราบ แต่ที่จริงคำนวณจากไหม ถ้าถือประกาศทางกรมการประกันภัย 20%จะมาจากเบี้ยสุทธิ(คือเบี้ยก่อนรวมอากรและภาษี)ของปีที่ท่านทำปีแรกที่ไม่เคยมีการเคลม สมสุติเมื่อเริ่มตกลงทำประกันทุน1,000บาท ค่าเบี้ยสุทธิ=1,000 บาท (ถ้ารวมVat+Stamp=1,074.28) ระยะเวลา1มค.45-1มค.46(1ปี) ซึ่งตลอดระยะเวลาทำประกันท่านไม่เคยเคลมประวัติเสีย(ได้ประวัติดี) ในปีต่ออายุประกันท่านจะได้ส่วนลดประวัติดี20% เหมือนเป็นคูปองส่วนลด20%ไปใช้เป็นส่วนลดสำหรับเบี้ยปีถัดไป และเช่นในปีที่ 2 ท่านต่อประกันทำที่ทุน 800 บาท(ราคาลดลงตามการเสื่อมสภาพรถและราคาตามท้องตลาด) ค่าเบี้ยก่อนได้รับส่วนลดประวัติดีจะ=840 บาท และท่านได้รับส่วนลดประวัติดีตามที่กล่าวมา=168บาท(840x20%) ท่านจะเหลือเบี้ยสุทธิในปีต่ออายุ=672บาท(แต่รวมVat+Stamp=722.25)แต่ถ้าในปีต่ออายุท่านยังคงทำที่ทุนประกัน1000บาท ค่าเบี้ยก่อนหักส่วนลดประวัติดีจะ=1050บาท และได้ส่วนลด20%คือ=210บาท ท่านจะเหลือเบี้ยสุทธิ840บาท(แต่ถ้ารวมVat+Stamp=903.08บาท)ทั้งหมดนี้ยังมีปัจจัยในการคำนวณอีก หากมีข้อสงสัยด้านประกันวินาศภัย ถ้าผมรู้ยินดีให้ข้อมูล ติดต่อได้เสมอ(แต่อาจไม่คอยว่างที่จะตอบในทันที)
โดยคุณ   macopolo    อีเมล์ : macopolo@mweb.co.th   ICQ:      [ 12/12/2003 6:17:42 PM ]      

ความคิดเห็นที่ 7 [L140326191]
ขอบคุณทุกท่านครับที่ช่วยแสดงความคิดเห็นแต่เรื่องชื่อเสียงเรียงนามนี่เอาแค่ท้วมๆกรายๆน่าจะดีกว่านะครับ และขอบคุณอย่างยิ่งสำหรับคุณ macopoloนะครับเพราะการขยายความของคุณสร้างความชัดเจนได้มากขึ้นว่าการลดเบี้ยจากทุนที่ลดนั้นควรจะเป็นอัตราส่วนเดียวกัน แต่ในทางปฎิบัติกลับมาการคำนวนแบบผสมผสานคือทุนประกันลดตามจำนวนปีจริง แต่เบี้ยประกับลดตามประวัติทุนเดิม(ทั้งที่ทุนเปลี่ยนไปแล้วในปีถัดไป)ซึ่งมันทำให้เห็นอะไรๆหลายๆอย่าง ยิ่งถ้าจะนำอัคคีภัยมาเทียบก็คงอดไม่ได้ที่จะนำประกันเอื้ออาทรมาเทียบด้วยเพราะเมื่อก่อนมีบริษัทประกันไหนทำบ้างแต่พอโครงการประกันชีวิตเอื้ออาทรวันละบาทออกมากลับมีหลายๆเจ้าทำประกันถูกกว่าวันละบาทเข้าไปอีก อันนี้คงไม่ต้องอธิบายนะครับว่ามันหมายถึงอะไร และถ้าย้อนไปดูเรื่องรถเกิน 5 ปีไปมีกี่ที่ยังรับทำชั้นหนึ่งให้อยู่หรือจำทำให้อีกกี่ปีหรือแค่เกิน 5ปีไปเคลมเมื่อไหร่ไม่รับทันทีหรือแม้จะชัดเจนว่าประกันมีทั้งชั้น 1-2-3 แล้วตอนนี้มีกี่ที่ยังรับทำชั้น 2 อยู่ หรือลึกลงไปหน่อยก็เรื่องการเพิ่มค่าความเสี่ยงที่สูงขึ้นในปีถัดไป มีใครรู้เรื่องบ้าง ใครสำรวจ ใครแต่งตัวเลข ใครชงเรื่อง ใครรู้จักกับใคร ใครอนุมัติ เงาทะมึนยืนอยู่โน่นทำอะไรอยู่ ผมว่าคุณ macopolo อาจจะรู้ก็ได้นะครับ ส่วนผมขอห่างๆคุกนานๆหน่อยพักนี้ไปบ่อยแล้ว คนรวยก็ยังล้มบนฟูกขณะที่คนจนยังเป็นผู้รับภาระอยู่ แค่เรื่องการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นของผู้ซื้อประกันนี่แค่กระแอมเท่านั้น คงไม่ขอพูดอะไรมากกว่านี้นะครับ เอาเป็นว่าถ้าเห็นว่าไม่เป็นธรรมแล้วทางออกหนึ่งที่ควรพิจารณาคือการย้ายหรือเปลี่ยนบริษัทประกันครับ เพราะยังไงก็ยังมีบริษัทที่คิดราคาถูกว่า(ทั้งที่ยังไม่ต้องมีประวัติดีมาเป็นคูปองส่วนลด)และอาจจะบริการดีกว่าด้วยซ้ำ การแข่งขันทำให้ผู้บริโภคได้เปรียบแต่การรวมหัวกันเพื่อเล่นแร่แปรธาตุนั้นผลกระทบตกกับประชาชนครับ จงใช้วิจารณญาณของท่าพิจารณาดูครับ ไม่ได้ต้องการให้ท่านเลิกทำประกันแต่ต้องการให้ได้ประโยชน์สูงสุดในราคาถูกที่สุดเท่านั้นครับ ยังไงไม้จิ้มฟันก็มิอาจไปต่อต้านหรืองัดกับไม่ซุงหรอกครับอย่างดีที่สุดก็แค่ทิ่มๆจิ้มๆเท่านั้นแถมทิ่มไปจิ้มไปไม่นานก็คงหัก ป.ล.เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวครับ
โดยคุณ   666    อีเมล์ :   ICQ:      [ 12/14/2003 4:33:09 PM ]      

ความคิดเห็นที่ 8 [L200314011]
ไทยสมุทร แม่งสุด ๆ
โดยคุณ   อู๋    อีเมล์ :   ICQ:      [ 12/20/2003 4:27:44 PM ]      

ความคิดเห็นที่ 9 [A090423452]
หนับนุนบทความครับ...โดนมากะตัวผมทำประกันชั้น1แบบระบุชื่อกับบ.สามัคคีประกันภัย(ขอโทดที่ระบุชื่อเพื่อให้ผู้บริหารบ.รู้ซะบ้าง)วงเงินประกัน 450,000 บาท เบี้ยประกัน 15,980 บาท ((ได้ลดระบุชื่อประมาณ 3,990 บาทแล้ว)) ได้โทร.ไปต่ออายุประกันเพราะจะหมดวันที่ 30 มค. นี้ ผมไม่มีแคลม ก้อต้องได้ส่วนลดประวัติดี 20 % ซึ่ง พนง.บริษัทก็แจ้งให้ผมทราบเรื่องส่วนลดประวัติดี ((ดีใจครับ ขี้หมู-ขี้หมา ก็ได้ลดประมาณ 2,000 บาท )) ผมถามว่าต้องจ่ายเท่าไร เธอตอบอย่างมั่นใจว่า 15,980 บาท พระเจ้าเกิดอารายขึ้นกับ บ.สามัคคีประกันภัย ไม่ได้ส่วนลดไม่ว่า"จ่ายแพ่งกว่าเก่า..ผมถามว่าอารายนะ..ทำไมแพงกว่าเดิม...เธอบอกว่าขอโทด ดูผิด จริงๆๆแค่ 15,640 บาท โห้ได้ส่วนลด 20 % นี่นะลดให้ตั้ง 3ร้อยกว่าบาท...เธอบอกว่าเนื่องจาก 1. ปีแรกที่ผมทำประกันอยู่ช่วงโปรโมชั่นลดราคาของบริษัท((มึงไปอยู่หลังเขาที่ไหนมาถึงไม่รู้ว๊ะ)) 2. รถยนต์ที่ผมใช้ นิวฮอนด้าซิตี้ มีแคลมมาก บริษัท ปรับเบี้ยประกันใหม่ให้สูงขึ้น((มึ่งไม่รู้เลยหรือว่า บริษัทกูปรับราคาได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า)) ..เจ๊ง ไปซะเถอะบริษัทแบบนี้ ผมเลยไปต่อกับ บริวิริยะประกันภัยโดยโอนประวัติดีมามาได้บ้าง โดยเสียเบี้ยประกันพร้อม พรบ. 14,484 บาท...เรื่องจริงครับรับไปพิจารณาด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น